วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาเปิดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 ของทีดีอาร์ไอ หรือ TDRI Annual Public Conference 2026 ภายใต้หัวข้อ “ความ(ไม่)มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน” โดยชวนสังคมตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดคนไทยจำนวนมากจึงรู้สึกกังวลต่ออนาคตของชีวิต แม้เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในหลายมิติจะมีพัฒนาการดีขึ้นก็ตาม
เขามองว่า หัวข้อดังกล่าวอาจฟังดูหนักและให้ภาพที่ไม่ค่อยมีความหวังนัก แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าความรู้สึกไม่มั่นคงเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลว่าชีวิตของตนเองและลูกหลานจะยากขึ้น ความไม่แน่นอนจากปัจจัยรอบตัวที่เพิ่มขึ้น หรือความรู้สึกว่าที่พึ่งซึ่งเคยคาดหวังอาจไม่สามารถรองรับได้จริงเมื่อเกิดวิกฤตในอนาคต

เมื่อความเครียดและความเหงา สัญญาณของความไม่มั่นคง
วิรไทกล่าวว่า รายงานสำรวจสภาวะจิตใจของคนไทยในระยะหลังสะท้อนแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือปัญหาสุขภาวะทางจิตของคนไทยเพิ่มขึ้น ทั้งความเครียด ความเหงา ความรู้สึกโดดเดี่ยว และความหวาดกลัว ขณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงในเร็ววัน
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาทางอารมณ์ของปัจเจกบุคคล แต่สะท้อนความกังวลร่วมของสังคมต่อความมั่นคงในชีวิตระยะยาว
สำหรับเขา คนจะรู้สึกว่าชีวิตมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อมีความหวังเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว ต้องมองเห็นทางที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง และต้องเชื่อมั่นว่าเมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ จะมีภูมิคุ้มกันหรือกลไกที่เป็น “หลังพิง” ช่วยพยุงชีวิตให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ทำไมเศรษฐกิจเติบโต แต่คนไทยยังรู้สึกไม่มั่นคง
คำถามสำคัญคือ เหตุใดคนไทยจำนวนมากจึงวิตกต่อความมั่นคงในชีวิต ทั้งที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัว การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายด้านดีขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยยาวนานขึ้น และประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม
นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังมีโอกาสเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี และโลกที่เปิดกว้างกว่าคนรุ่นก่อนอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความมั่นคงสำหรับทุกคนโดยอัตโนมัติ เพราะคนไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก และปัญหาภายในประเทศที่ยังจัดการได้ไม่ดีพอ
ปัจจัยภายนอกประกอบด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ซึ่งผลักดันต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าครองชีพให้สูงขึ้น การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ที่กำลังเปลี่ยนวิถีการทำงานของผู้คน ภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนของภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของไทย
แม้ความท้าทายแต่ละเรื่องต้องการมาตรการรับมือที่ต่างกัน แต่หากมองในภาพใหญ่ “วิรไท”ชี้ว่า มีอย่างน้อย 3 สาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง ได้แก่
- ความไม่มั่นคงในงานและรายได้
- ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น
- ความรู้สึกว่าภาครัฐไม่ใช่ที่พึ่งที่เข้มแข็งเพียงพอ
งานดีหายากขึ้น ในวันที่เศรษฐกิจเปลี่ยนโครงสร้าง
สาเหตุแรกคือความไม่มั่นคงในการทำงาน คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าการหางานดีทำได้ยากขึ้น ความเสี่ยงต่อการตกงานเพิ่มขึ้น และรายได้จากการทำงานไม่เติบโตทันค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต โดยเฉพาะต้นทุนการดำรงชีวิตในวัยเกษียณ
วิรไทมองว่า “งานที่ดี” เป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้ครัวเรือน หากย้อนกลับไปเมื่อสองถึงสามทศวรรษก่อน การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมักมาพร้อมกับการขยายตัวของภาคการผลิตที่ใช้แรงงานจำนวนมาก คนวัยทำงานจึงสามารถหางานมั่นคงได้ไม่ยาก มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน และมีรายได้มากพอที่จะส่งกลับไปช่วยเหลือครอบครัวในต่างจังหวัด ซึ่งช่วยกระจายรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือน
แต่โครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก อุตสาหกรรมที่เคยจ้างงานสูงมีความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เทคโนโลยีเปลี่ยนทั้งรูปแบบธุรกิจและรูปแบบการจ้างงาน โรงงานใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากขึ้น ขณะที่ภาคบริการ เช่น ธนาคารและสื่อมวลชน ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทดแทนพนักงานบางส่วน
แม้การลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนจำนวนหนึ่งกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มาก แต่ใช้แรงงานจำกัด ยิ่งเมื่อ AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่เฉพาะแรงงานภาคการผลิต แต่ขยายไปถึงบัณฑิตจบใหม่และคนทำงานในหลายสายอาชีพ ที่อาจถูกทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยีซึ่งมีผลิตภาพสูงกว่า
ขณะเดียวกัน SMEs ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ ต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนักจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่า ทั้งทุน เทคโนโลยี เครือข่ายตลาด และอำนาจต่อรอง รวมถึงแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
หาก SMEs แข่งขันไม่ได้ มีกำไรลดลง หรือต้องปิดกิจการ ผลกระทบย่อมไม่ได้เกิดเฉพาะกับเจ้าของธุรกิจ แต่ส่งต่อไปยังลูกจ้าง ครอบครัว และเศรษฐกิจในชุมชน จนทำให้แรงงานจำนวนมากไม่อาจมั่นใจได้ว่าตนจะมีงานมั่นคงหรือมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต

เศรษฐกิจรูปตัว K: บางกลุ่มขึ้นไปข้างหน้า อีกกลุ่มถูกทิ้งไว้ข้างล่าง
สาเหตุที่สองคือการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษร K กล่าวคือ คนบางกลุ่มสามารถเติบโตได้เร็ว ขณะที่คนอีกกลุ่มกลับเผชิญความเปราะบางมากขึ้น ช่องว่างระหว่าง “ขาบน” และ “ขาล่าง” ของเศรษฐกิจจึงถ่างกว้างขึ้น
ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ทรัพย์สิน และโอกาส โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษา ระบบการศึกษาภาครัฐเคยทำหน้าที่เป็นบันไดทางสังคม เปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่สามารถยกระดับชีวิตของตนเองได้ แต่ระบบดังกล่าวยังทำหน้าที่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แม้จะใช้งบประมาณสูง แต่ยังปรับตัวไม่ทันกับโลกยุคใหม่และทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ
ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เพราะผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ตกกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มคนด้อยโอกาส คนรายได้น้อย ผู้มีทรัพย์สินจำกัด และผู้ที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ย่อมปรับตัวได้ยากกว่าคนที่มีทุน มีทักษะ และมีเครือข่ายรองรับ
คนตัวเล็กตัวน้อยจึงมักเป็นกลุ่มที่รับแรงกระแทกจากวิกฤตหนักที่สุด เมื่อเกิดน้ำท่วม ราคาพลังงานและปุ๋ยปรับสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง หรือโรงงานต้องปิดตัวจากผลกระทบของสงครามการค้า คนกลุ่มนี้มักสูญเสียรายได้ก่อน ฟื้นตัวช้ากว่า และมีโอกาสน้อยกว่าที่จะกลับไปยืนในจุดเดิมได้อย่างรวดเร็ว
ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่สูง ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง และผู้คนพึ่งพาสมาชิกในครอบครัวได้น้อยลง ขณะเดียวกัน ครัวเรือนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณจำนวนมากมีเงินออมจำกัด และอาจไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตระยะยาว
เมื่อประชาชนรู้สึกว่ารัฐไม่ใช่ “หลังพิง” ที่มั่นคง
สาเหตุที่สามคือความรู้สึกขาดที่พึ่งหรือขาดหลังพิงจากภาครัฐ โดยหลักการแล้ว ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างความมั่นคงในชีวิตของคนส่วนใหญ่ เพราะรัฐมีทั้งอำนาจ งบประมาณ และกลไกที่จะดูแลประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และพาเศรษฐกิจกับสังคมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
แต่ในช่วงที่ผ่านมา เหตุการณ์หลายอย่างกลับทำให้ประชาชนรู้สึกกังวลมากกว่ามีความหวัง หลายคนมองว่าการพึ่งพาภาครัฐทำได้ยากขึ้น ทั้งในยามปกติและยามวิกฤต
วิรไทกล่าวถึงความกังวลต่อประสิทธิภาพของภาครัฐ ความพร้อมของผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่รัฐในการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ตลอดจนพฤติกรรมทางการเมืองที่ประชาชนมองว่าอาจให้ความสำคัญกับการแข่งขันทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
เขายังกล่าวถึงกรณีและข้อครหาหลายเรื่องที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคม ทั้งประเด็นกระบวนการเข้าสู่อำนาจของวุฒิสมาชิก การทุจริตในการสอบเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อิทธิพลของกลุ่มทุนขนาดใหญ่เหนือรัฐ และปัญหาการเรียกรับสินบนในการขออนุญาตจากหน่วยงานราชการ
เมื่อระบบเต็มไปด้วยข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและกติกาที่ไม่เป็นธรรม ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาพลักษณ์ของรัฐ แต่ยังทำลายแรงจูงใจของคนและธุรกิจที่มีความสามารถ เพราะพวกเขาอาจรู้สึกว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความขยัน หรือการสร้างนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว
อีกเรื่องที่ต้องจับตาคือฐานะการคลังและวินัยการคลังของประเทศ ซึ่งเคยเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญของเศรษฐกิจไทย หากฐานะการคลังอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง รัฐอาจมีทรัพยากรไม่เพียงพอในการดูแลประชาชนและรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่ในอนาคต
วิรไทสรุปว่า ความไม่มั่นคงในงาน ความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว และความรู้สึกว่าประชาชนไม่สามารถฝากความหวังไว้กับภาครัฐได้ คือ 3 สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าชีวิตของตนไม่มั่นคง
“ผมคิดว่าทั้งเรื่องความไม่มั่นคงในงาน ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น และความรู้สึกว่าเราไม่สามารถฝากความหวังหรือพึ่งพิงภาครัฐได้ เป็นสามสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง”
โลกกำลังแข่งกับเวลา เพื่อรับมือความเสี่ยงใหม่
ปัญหาความมั่นคงในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันคล้ายกัน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามที่มีแนวโน้มขยายวง ความตึงเครียดทางสังคม ภาระทางการคลัง และภัยธรรมชาติที่รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
วิรไทระบุว่า หลายประเทศกำลังวิ่งแข่งกับเวลาเพื่อสร้างความพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไป สิ่งจำเป็นไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาด้วยกรอบคิดเดิม แต่ต้องใช้เลนส์ใหม่ มองหาทางออกใหม่ และออกแบบวิธีทำงานที่นำไปปฏิบัติได้จริง
ปรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้ว
ในภาวะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น หลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาประเทศคู่ค้าหรือมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว
วิรไทยกตัวอย่างแคนาดา ซึ่งเดิมพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่กำลังขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคและประเทศอื่นมากขึ้น รวมถึงอินเดียและจีน ขณะที่สหราชอาณาจักรมองเห็นโอกาสจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
บทเรียนสำคัญคือ ประเทศต่าง ๆ ไม่ควรยึดติดกับตลาด ความสัมพันธ์ หรือแนวทางเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกระจายความเสี่ยงและขยายพื้นที่ทางเศรษฐกิจของตนเอง
รับมือโลกรวนด้วยการเตรียมพร้อมก่อนภัยมาถึง
ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิรไทยกตัวอย่างบังกลาเทศ ซึ่งพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงและทนต่อน้ำท่วม น้ำกร่อย และภัยแล้ง พร้อมใช้เทคโนโลยีสร้างระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าอย่างครอบคลุม
อีกแนวคิดที่สำคัญคือการปรับรูปแบบการช่วยเหลือ จากการจ่ายเงินเยียวยาหลังภัยพิบัติเกิดขึ้น ไปสู่การช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อม ตั้งรับได้ทัน และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้นเมื่อภัยผ่านพ้นไป
แนวทางนี้สะท้อนการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพราะความมั่นคงไม่ได้เกิดจากการเยียวยาความเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลดโอกาสที่ผู้คนจะได้รับผลกระทบรุนแรงตั้งแต่ต้น
ใช้เทคโนโลยีเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างคนให้พร้อมต่อ AI
ในวันที่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตและตลาดแรงงาน อินเดียและสิงคโปร์ถูกยกเป็นตัวอย่างของประเทศที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ หรือ Digital Public Infrastructure เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถต่อยอดบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลายประเทศยังสนับสนุนการพัฒนา AI applications ขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตรและการศึกษา ขณะเดียวกันก็ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อผลิตคนรุ่นใหม่ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
วิรไทกล่าวถึงโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ ซึ่งสนับสนุนให้ประชาชนอายุ 25 ปีขึ้นไปสามารถเพิ่มทักษะและเรียนรู้ทักษะใหม่ได้อย่างต่อเนื่องในแต่ละปี แนวคิดสำคัญของโครงการคือการทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิทธิและโอกาสของคนทุกวัย ไม่ใช่เรื่องที่จำกัดอยู่ในรั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย
ปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้รัฐตอบสนองประชาชนได้เร็วขึ้น
หลายประเทศกำลังปฏิรูประบบราชการและกฎหมายล้าสมัยอย่างจริงจัง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ หรือทำงานอยู่ใน “silo” และทำให้ภาครัฐตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วขึ้น
การปฏิรูปยังมีเป้าหมายลดรายจ่ายประจำของภาครัฐ เพื่อจำกัดความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว
วิรไท ยกตัวอย่างการปฏิรูประบบราชการของเวียดนาม ซึ่งในต้นฉบับระบุว่า มีการควบรวมกระทรวงจาก 18 กระทรวงเหลือ 14 กระทรวง ควบรวมจังหวัดจาก 63 จังหวัด เหลือ 28 จังหวัดกับ 6 นครใหญ่ และตั้งเป้าลดจำนวนข้าราชการมากกว่า 20% หรือกว่า 250,000 คน ภายใน 5 ปี ควบคู่กับการดำเนินงานปราบปรามคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง
3 ภารกิจใหญ่ เพื่อคืนความหวังให้คนไทย
วิรไท เห็นว่า ท่ามกลางความท้าทายที่รุนแรงขึ้น ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทั้งความหวังและความมั่นคงในชีวิตให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยนโยบายเศรษฐกิจและสังคมควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก
- สร้างงานที่ดีให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ
ภารกิจแรกคือการสร้างงานที่ดี ซึ่งไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน แต่หมายถึงการทำให้ธุรกิจที่เป็นตลาดแรงงานสำคัญมีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะ SMEs ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ภาคธุรกิจ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และบริการที่จำเป็น ควบคู่กัน ต้องเร่งยกระดับคุณภาพ ทักษะ และความรู้ของประชาชนทุกกลุ่ม ให้ทันกับความต้องการของโลกยุคใหม่ เพราะงานที่มั่นคงในอนาคตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแรงงานและธุรกิจสามารถปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยีและการแข่งขันที่เปลี่ยนไป
- แก้ความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส
ภารกิจที่สองคือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นไปที่การทำให้ผู้คนเข้าถึงโอกาสได้อย่างเป็นธรรม การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องปรับทั้งหลักสูตร วิธีจัดการเรียนการสอน และระบบสนับสนุน เพื่อให้การศึกษากลับมาทำหน้าที่เป็นบันไดทางสังคม ช่วยให้เด็กและเยาวชนจากทุกครอบครัวสามารถพัฒนาศักยภาพและสร้างอนาคตของตนได้
นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรอย่างจริงจัง กำกับดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม ป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้อำนาจเหนือตลาดโดยง่าย และปรับระบบสวัสดิการให้ดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
วิรไท อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระราชทานไว้เมื่อปี 2531 ความว่า “การพัฒนาหมายถึง ทำให้มั่นคง ทำให้ก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ทำให้บ้านเมืองมั่นคง มีความเจริญ ความหมายของการพัฒนาประเทศนี้ ก็เท่ากับตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข….”
ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง การกำหนดนโยบายจึงควรใช้ “ชีวิตของคนไทยแต่ละคน” เป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่มองเพียงภาพรวมของเศรษฐกิจหรือความสำเร็จของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
- ปฏิรูปภาครัฐให้เป็นที่พึ่งที่ประชาชนเชื่อมั่น
ภารกิจที่สามคือการปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้รัฐกลับมาเป็นที่พึ่งและเป็นผู้สร้างความหวังแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ รัฐต้องเร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชันในทุกระดับ ปรับปรุงกฎเกณฑ์และกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อลดต้นทุนทั้งในการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจของประชาชน เพิ่มผลิตภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐ ลดขนาดและลดการทำงานแบบแยกส่วน
ขณะเดียวกัน ต้องดูแลฐานะการคลังและรักษาวินัยการคลัง เพื่อไม่ให้ความอ่อนแอด้านการคลังกลายเป็นความเสี่ยงที่อาจนำประเทศไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
ความมั่นคงในชีวิต ไม่อาจสร้างได้ด้วยนโยบายระยะสั้น
การสร้างความมั่นคงในชีวิตให้คนไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน ไม่ใช่ภารกิจที่ทำได้ง่ายหรือเห็นผลทันที เพราะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ คุณภาพการศึกษา ระบบสวัสดิการ ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ และความเข้มแข็งทางการคลัง
สิ่งที่จำเป็นจึงไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้นที่หวังผลรวดเร็ว แต่คือหลักคิดนำทางที่ถูกต้อง การจัดลำดับความสำคัญ และความกล้าที่จะลงทุนเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว ซึ่งความมั่นคงของประเทศจะไม่เกิดขึ้นจริง หากคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าชีวิตของตนเปราะบางเกินกว่าจะรับมือกับโลกที่ผันผวนได้
บทความที่เกี่ยวข้อง:




