อนาคตขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS กำลังเผชิญคำถามสำคัญใหญ่ เมื่อรัฐบาลมีความพยายามเสนอแก้ไขกฎหมายเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ภาษีบาป” ไปสู่การรับงบประมาณโดยตรงจากรัฐ
คำถามคือ หาก Thai PBS ต้องพึ่งพางบประมาณที่ผ่านการพิจารณาของฝ่ายการเมือง ซึ่งหมายถึงความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวสารและตรวจสอบผู้มีอำนาจจะยังคงอยู่หรือไม่ คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงว่า Thai PBS ควรได้รับเงินจากแหล่งใด แต่ยังรวมถึงอนาคตของสื่อสาธารณะในสังคมไทยด้วย ที่คงความอิสระได้เหมือนเดิมหรือไม่
ขณะที่มีความพยายามแก้ไขกฎหมายของฝ่ายรัฐบาล “Thai PBS” ก็เผชิญกับการตรวจสอบกรณีเอกสารการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อ ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียง ว่ากำลังทำลายความน่าเชื่อถือ หรือ การเมืองพยายามแทรกแซงหรือไม่
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการยกระดับ Thai PBS ให้เป็นสื่อสาธารณะที่เข้มแข็งขึ้น หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรสั่นคลอน
ในเวทีเสวนา ‘จุดตัดสื่อสาธารณะ ไปต่อหรือพอแค่นี้?’ ที่มี ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters ดำเนินรายการ ร่วมกันตั้งคำถามการเสนอแก้ไขกฎหมายให้ 4 องค์กร เปลี่ยนจากการใช้เงินบำรุงภาษีบาปมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดย เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักเศรษฐศาสตร์อิสระ อดีตประธานกรรมการนโยบาย ThaiPBS , “ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล”ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิไลวรรณ จงวิไลเกษม คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พิเศษ จียาศักดิ์ รองผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. หรือไทยพีบีเอส) ด้านการบริหาร
แยกให้ออก: ความเป็นอิสระของสื่อ กับปัญหาการบริหารภายใน
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล มองว่า การถกเถียงเกี่ยวกับ Thai PBS ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือผู้ที่ต้องการปกป้องหลักการและความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ส่วนอีกกลุ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการองค์กร
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าทั้งสองประเด็นไม่ควรถูกนำมาปะปนกัน เพราะการตั้งคำถามต่อการบริหารงานไม่ได้หมายความว่าสังคมไม่จำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะอีกต่อไป เช่นเดียวกับการสนับสนุนความเป็นอิสระของ Thai PBS ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ
เขาบอกว่าจุดกำเนิดของสื่อสาธารณะไทยเชื่อมโยงกับบทเรียนทางการเมืองจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของสื่อที่ไม่อยู่ภายใต้การสั่งการของรัฐบาลหรืออิทธิพลของกลุ่มทุน เพื่อให้สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงและตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ หลักประกันความเป็นอิสระจึงต้องครอบคลุมถึงแหล่งรายได้ด้วย หากองค์กรต้องพึ่งพาการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลโดยตรง ก็อาจเกิดความเสี่ยงที่ความอยู่รอดทางการเงินจะเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง ขณะที่การพึ่งพารายได้จากโฆษณาก็อาจเปิดช่องให้ผู้สนับสนุนทางธุรกิจเข้ามามีอิทธิพลต่อการนำเสนอเนื้อหา
ปริญญาอธิบายว่า ประเทศไทยเลือกใช้กลไกจัดเก็บเงินจากสุราและยาสูบเพื่อสนับสนุน Thai PBS แทนการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ชมโดยตรงหรือการพึ่งพางบประมาณรายปีจากรัฐบาล ส่วนในต่างประเทศมีรูปแบบการสนับสนุนสื่อสาธารณะที่หลากหลาย ทั้งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรับชมโทรทัศน์ ค่าธรรมเนียมภาคครัวเรือน และรายได้จากภาษีทั่วไป
“ไม่ว่าจะใช้รูปแบบใด หลักสำคัญในมุมมองของเขาคือ ต้องออกแบบระบบรายได้ให้สามารถคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อได้อย่างแท้จริง”
แต่ความเป็นอิสระไม่ได้หมายถึงการทำงานโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพราะเมื่อองค์กรใช้เงินสาธารณะ ก็ต้องพร้อมตอบคำถามว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนมากน้อยเพียงใด

ธรรมาภิบาลต้องมีมากกว่าการทำถูกระเบียบ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ปริญญาเน้นย้ำ คือการทำความเข้าใจคำว่า Good Governance หรือการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งประกอบด้วยสองมิติที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน (Performance) และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (Accountability)
เขาตั้งข้อสังเกตว่า การประเมินองค์กรในประเทศไทยมักให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามระเบียบเป็นหลัก แต่กลับให้น้ำหนักไม่เพียงพอกับคำถามว่า การทำงานนั้นบรรลุวัตถุประสงค์หรือสร้างประโยชน์แก่สังคมจริงหรือไม่
ในทางกลับกัน การมุ่งสร้างผลงานโดยไม่เปิดเผยรายละเอียดหรือไม่สามารถตรวจสอบการใช้จ่ายได้ ก็ไม่อาจถือเป็นการบริหารจัดการที่ดีเช่นกัน
สำหรับ Thai PBS ซึ่งใช้งบประมาณสาธารณะ การจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงอาจมีเหตุผลรองรับได้ในบางกรณี แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความจำเป็น ความเหมาะสม และความโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกผู้ผลิตรายการหรือการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรและพิธีกรในอัตราสูง
ปริญญาเห็นว่า การใช้วิธีจัดจ้างเฉพาะเจาะจงควรมีเหตุผลชัดเจนและไม่ควรกลายเป็นแนวปฏิบัติที่ขาดการตรวจสอบ ส่วนค่าตอบแทนบุคลากรก็ควรมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับสถานะขององค์กรสาธารณะ
ข้อเสนอสำคัญจึงไม่ใช่การปกป้อง Thai PBS จากทุกข้อวิจารณ์ แต่เป็นการยืนยันว่าองค์กรต้องรักษาความเป็นอิสระไปพร้อมกับการยกระดับมาตรฐานการบริหารงาน
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง Thai PBS ต้องเดินด้วยสองขา คือ สร้างผลงานที่มีคุณค่า และเปิดให้สังคมตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
ชี้ข้อสงสัยการตรวจสอบ จังหวะเดียวกับแก้กฎหมาย
กรณีเอกสารการตรวจสอบของ สตง. ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ เป็นอีกประเด็นที่ทำให้การถกเถียงเกี่ยวกับ Thai PBS เข้มข้นขึ้น
ปริญญาตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการตรวจสอบและการเผยแพร่เอกสาร โดยระบุว่าเอกสารที่ปรากฏมีการกำกับชั้นความลับและมีรายชื่อบุคคล ขณะที่เนื้อหาข่าวบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่ามีการวินิจฉัยความผิดหรือกำหนดให้ผู้บริหารต้องชดใช้เงินแล้ว ทั้งที่กระบวนการยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง
เขายังตั้งคำถามเกี่ยวกับการอ้างอิงระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงิน และการตีความระเบียบที่มีผลบังคับใช้ในแต่ละช่วงเวลา โดยเห็นว่าจำเป็นต้องพิจารณาเอกสารและข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน ก่อนจะสรุปว่าการดำเนินการใดผิดหรือถูก
ในมุมมองของเขา การตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะเป็นเรื่องจำเป็น แต่กระบวนการตรวจสอบต้องมีความถูกต้อง รอบคอบ และเป็นธรรมต่อผู้เกี่ยวข้องด้วย ขณะเดียวกัน การเปิดเผยข้อมูลที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิทธิและชื่อเสียงของบุคคล
เขาตั้งคำถามว่า การออกมาเผยแพร่ข่าว สตง.ตรวจสอบผู้บริหารไทยพีบีเอสดูเป็นจังหวะเวลาเดียวกับความพยายามแก้กฎหมายจนน่าสงสัย
นอกจากนี้ เอกสาร สตง.ที่ระบุเป็นเอกสารลับแต่กลับถูกเปิดเผยรายชื่อทั้งหมด และพาดหัวข่าวในเชิงลบนั้น จึงแปลกใจเพราะมีข้อ 3 ที่ระบุให้ดำเนินการตามอำนาจโดยมีระเบียบหลักเกณฑ์ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว
ที่น่าสงสัยคือเหตุใดสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถึงอ้างข้อ 22 แทนที่จะใช้ข้อ 20 ที่ระบุว่าการใช้จ่ายเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งในอดีตตามระเบียบก่อนวันที่ 19 ก.ย. 2567 ซึ่งหากเป็นการใช้จ่ายเงินตามข้อ 20 ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความเหมาะสมหรือไม่มากกว่า
“เอกสารนี้ตรวจทานไม่ดีและถูกเผยแพร่ผ่านสื่อก่อนถึงมือไทยพีบีเอส ซึ่งหมายความว่ามีคนใน สตง. เป็นผู้ปล่อยข้อมูล ทั้งที่ สตง. ที่มีสถานะมากกว่าเพียงการให้คำแนะนำจึงน่าสงสัย”
ด้าน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ได้ออกจากการเป็นประธานนโยบาย Thai PBS มาแล้วประมาณสองปีและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบครั้งนี้ มองว่าเอกสารจาก สตง. ควรถูกพิจารณาในฐานะกระบวนการตรวจสอบและการให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้หน่วยงานชี้แจง มากกว่าจะตีความว่าเป็นคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำผิดแล้ว
เขาเห็นด้วยว่า สตง. ไม่ใช่ศาลที่มีหน้าที่วินิจฉัยความผิดทางคดีในลักษณะเดียวกับกระบวนการยุติธรรม การระบุมูลค่าความเสียหายหรือการเสนอให้ตรวจสอบเพิ่มเติมจึงไม่ควรถูกนำไปสรุปแทนผลการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม เจิมศักดิ์เห็นว่าประเด็นการเผยแพร่เอกสารออกสู่สาธารณะควรได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับลำดับเวลาที่เอกสารไปถึงหน่วยงานและเวลาที่ข่าวถูกเผยแพร่ แต่ย้ำว่าไม่ควรกล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ
“การตรวจสอบ Thai PBS ต้องดำเนินไปตามข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม ข้อสงสัยใดที่มีมูลก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ไม่ควรใช้กระแสข่าวหรือข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้ข้อยุติเป็นเครื่องตัดสินความผิดของผู้เกี่ยวข้อง”
และที่สำคัญ ประเด็นการตรวจสอบการบริหารงานควรถูกพิจารณาแยกจากข้อเสนอเปลี่ยนแหล่งรายได้ของ Thai PBS ไม่ควรนำเรื่องหนึ่งมาเป็นเหตุผลสรุปล่วงหน้าเพื่อสนับสนุนอีกเรื่องหนึ่ง
สื่อสาธารณะต้องสร้างคุณค่า ไม่ใช่แข่งขันด้วยเรตติ้งเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ วิไลวรรณ จงวิไลเกษม มองว่า การถกเถียงเกี่ยวกับ Thai PBS ยังสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อความหมายของสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะการลดทอนบทบาทขององค์กรให้เหลือเพียงสถานีโทรทัศน์ ทั้งที่ปัจจุบัน Thai PBS ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และเครือข่ายความร่วมมือกับภาคประชาชนด้วย
การกล่าวว่าไม่มีใครดูโทรทัศน์แล้ว จึงไม่อาจใช้เป็นข้อสรุปว่าสื่อสาธารณะหมดความจำเป็น เพราะพฤติกรรมของผู้รับสื่ออาจเปลี่ยนจากการดูรายการตามผังโทรทัศน์ไปสู่การรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือ การดูย้อนหลัง หรือการเข้าถึงเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
สำหรับเธอ การประเมินคุณค่าของสื่อสาธารณะไม่ควรยึดเรตติ้งเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณา Public Value หรือคุณค่าที่เนื้อหาสร้างให้แก่สังคมด้วย
ตัวอย่างเช่น การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายจากสารพิษอาจช่วยให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน สร้างความตระหนักรู้ และสนับสนุนการผลักดันมาตรการสาธารณะ แม้เนื้อหาลักษณะนี้อาจไม่ดึงดูดผู้ชมได้มากเท่ารายการบันเทิง แต่ก็มีประโยชน์ต่อสังคมในอีกมิติหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม วิไลวรรณไม่ได้มองว่า Thai PBS ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เธอตั้งคำถามว่าองค์กรสามารถเข้าถึงคนกลุ่มเล็ก กลุ่มเปราะบาง และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้ทั่วถึงเพียงใด งบประมาณที่ได้รับถูกใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสหรือไม่ และผู้ผลิตสื่อท้องถิ่นหรือสื่ออิสระได้รับโอกาสในการสร้างสรรค์เนื้อหาสาธารณะมากน้อยเพียงใด
หากจะปฏิรูป Thai PBS จึงควรขยายความร่วมมือกับสื่อท้องถิ่นและผู้ผลิตอิสระ พร้อมออกแบบระบบจัดสรรงบประมาณที่ตรวจสอบได้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวของชุมชนและกลุ่มคนที่สื่อพาณิชย์อาจไม่ให้ความสำคัญได้รับการนำเสนอมากขึ้น
ข้อเสนอของเธอสะท้อนว่า การรักษาสื่อสาธารณะไว้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้สื่อสาธารณะเข้าถึงประชาชนได้จริง และพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินที่ได้รับสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างไร
จาก Public Broadcasting สู่ Public Media
หนึ่งในข้อเสนอที่ผู้ร่วมเสวนาเห็นความสำคัญร่วมกัน คือการเปลี่ยนผ่าน Thai PBS จากองค์กรที่เน้นการแพร่ภาพและกระจายเสียง ไปสู่สถาบันสื่อสาธารณะที่ทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบบนหลายแพลตฟอร์ม
เจิมศักดิ์ เสนอให้ Thai PBS มองอนาคตในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ซึ่งการรับชมผ่านระบบออนไลน์อาจมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่โทรทัศน์แบบดั้งเดิมค่อย ๆ ลดความสำคัญลง การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจช่วยให้องค์กรทบทวนต้นทุนด้านสตูดิโอ รถถ่ายทอดสด และโครงข่ายส่งสัญญาณ เพื่อจัดสรรทรัพยากรไปสู่การผลิตเนื้อหาและบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า Thai PBS ยังไม่ควรละทิ้งโทรทัศน์ในทันที เพราะประชาชนบางกลุ่มยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือมีภาระค่าใช้จ่ายในการใช้บริการดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านจึงต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
อีกข้อเสนอหนึ่งคือการสร้างเครือข่ายสื่อสาธารณะระดับภูมิภาค โดยเปิดโอกาสให้สื่อท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และผู้ผลิตอิสระร่วมกันพัฒนาเนื้อหาที่สะท้อนวัฒนธรรม ปัญหา และความต้องการของคนในแต่ละพื้นที่
ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตในภาคอีสานอาจร่วมมือกันสร้างแพลตฟอร์มเนื้อหาที่เชื่อมโยงคนในภูมิภาคกับคนอีสานที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อื่นหรือในต่างประเทศ โดย Thai PBS ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายกลางที่ช่วยสนับสนุนและเผยแพร่เนื้อหาสู่สาธารณะ
แนวทางนี้จะช่วยให้ Thai PBS ไม่จำเป็นต้องผลิตเนื้อหาทุกอย่างด้วยตนเอง แต่สามารถใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญจากเครือข่ายที่หลากหลาย เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อสาธารณะที่เข้มแข็งขึ้น
ขณะเดียวกัน เจิมศักดิ์ยังชี้ว่า Thai PBS มีจุดอ่อนด้านการสื่อสารอัตลักษณ์ขององค์กร แม้จะมีแพลตฟอร์มและผลงานเฉพาะทาง เช่น The Active และวิภา แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไม่ทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Thai PBS
การสร้างอัตลักษณ์ร่วมที่ชัดเจน ทั้งชื่อ สี โลโก้ และแนวทางการสื่อสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สังคมมองเห็นภาพรวมขององค์กรและเข้าใจว่า Thai PBS มีบทบาทมากกว่าการเป็นสถานีโทรทัศน์
ผู้บริหารยอมรับวิกฤต พร้อมตั้งเป้าสู่สถาบันสื่อสาธารณะ
พิเศษ จียาศักดิ์ รองผอ. ไทยพีบีเอส ยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนและปฏิรูปองค์กร โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ควรเป็นเพียงแผนของผู้บริหารชุดใดชุดหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการร่วมกันกำหนดทิศทางขององค์กรในระยะยาว
แบ่งโจทย์ออกเป็นสองส่วน ได้แก่ การรักษาหลักประกันความเป็นอิสระผ่านแหล่งรายได้ที่ไม่ต้องพึ่งพาการอนุมัติงบประมาณรายปีจากรัฐบาลโดยตรง และการปรับปรุงการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
Thai PBS มีแผนยุทธศาสตร์ระยะสี่ปี แต่ด้วยภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แผนดังกล่าวจำเป็นต้องปรับให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ โดยเฉพาะการเติบโตของบริการสตรีมมิงและแพลตฟอร์มดิจิทัล
เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจาก Public Broadcasting ไปสู่ Public Media และมุ่งพัฒนาองค์กรให้เป็น “Trusted Public Media Institution” หรือสถาบันสื่อสาธารณะที่ประชาชนเชื่อถือได้
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับระบบเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากบุคลากรภายในองค์กร ให้พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และทำงานร่วมกันในบริบทที่การผลิตและเผยแพร่เนื้อหาไม่ได้จำกัดอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์อีกต่อไป
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผู้บริหารระบุว่า Thai PBS กำลังพิจารณาการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นฐาน หรือ IP-based Infrastructure พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านโครงข่ายและเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มที่ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกอย่างด้วยงบประมาณขององค์กรเพียงลำพัง
สำหรับการผลิตเนื้อหา ผู้บริหารย้ำว่าต้องให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ และความยั่งยืน ควบคู่กับการตอบโจทย์ประชาชนที่หลากหลาย โดยเฉพาะเด็ก สตรี ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง
เนื้อหาที่ดีจึงไม่ใช่เพียงข้อมูลที่ถูกต้องหรือมีสาระ แต่ต้องออกแบบให้เหมาะกับความต้องการของผู้รับสื่อในแต่ละช่วงวัยและแต่ละช่วงชีวิต รวมถึงนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชนได้จริง
เปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบและร่วมกำหนดทิศทาง
อีกประเด็นที่ผู้ร่วมเสวนาให้ความสำคัญ คือการปรับปรุงกลไกกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของประชาชน “ปริญญา”มองว่า โครงสร้างการบริหารของ Thai PBS ซึ่งแยกบทบาทของ คณะกรรมการนโยบายออกจากฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงาน อาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติ ขณะที่สภาผู้ชมและผู้ฟังมีบทบาทสะท้อนความคิดเห็น แต่ยังมีข้อจำกัดในการทำให้ข้อเสนอเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
หลังดำเนินงานมา 18 ปี เขาเห็นว่าควรใช้โอกาสนี้ทบทวนโครงสร้างการกำกับดูแล เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหาร และประชาชนสามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังคงรักษาหลักประกันเสรีภาพของสื่อ
ด้าน วิไลวรรณเห็นว่า หาก Thai PBS ประกาศตนเป็นสื่อของประชาชน ก็ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าการรับฟังความคิดเห็นเป็นครั้งคราว แต่ควรมีช่องทางติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และร่วมเสนอทิศทางการทำงานอย่างต่อเนื่อง
พิเศษ จียาศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันองค์กรมีทั้งสภาผู้ชม ศูนย์วิจัย และระบบประเมินผล แต่ยอมรับว่ายังต้องพัฒนาการวัดผลสัมฤทธิ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการประเมินว่าเนื้อหาเข้าถึงประชาชนมากน้อยเพียงใด และสร้างประโยชน์ต่อผู้รับสื่อจริงหรือไม่
หากพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจะสามารถรับข้อมูลสะท้อนกลับจากผู้ใช้ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งพฤติกรรมการรับชม ความสนใจต่อเนื้อหา และความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งอาจช่วยให้การออกแบบรายการตอบโจทย์สังคมได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การมีข้อมูลผู้ชมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ปรับปรุงเนื้อหาและการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
สาระต้องเข้าถึงง่าย และความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ได้
เจิมศักดิ์เห็นว่า หนึ่งในความท้าทายของ Thai PBS คือการทำให้เนื้อหาที่มีสาระเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น เพราะเนื้อหาที่ดีแต่ไม่มีผู้รับชมก็ยากที่จะสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง
เขายกตัวอย่างแนวทางของ NHK ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสามารถนำเสนอความรู้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ สะท้อนให้เห็นว่าสาระและความบันเทิงไม่จำเป็นต้องแยกจากกัน
การพัฒนาสื่อสาธารณะจึงควรให้ความสำคัญทั้งคุณภาพของข้อมูล วิธีการเล่าเรื่อง และความสามารถในการเข้าถึงผู้ชม โดยไม่ละทิ้งภารกิจด้านการศึกษา การพัฒนาความรู้ และการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
อีกบทบาทสำคัญคือการเป็นแหล่งข้อมูลที่ประชาชนเชื่อถือได้ในยุคที่ทุกคนสามารถผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่ข้อมูลจำนวนมากไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างเพียงพอ
วิไลวรรณชี้ว่า ข่าวปลอมมักผสมผสานข้อเท็จจริงบางส่วนเข้ากับข้อมูลที่บิดเบือน ทำให้ผู้รับสารแยกแยะได้ยาก ขณะที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องอาศัยทั้งผู้เชี่ยวชาญ ทักษะ และเวลา
หน่วยงานตรวจสอบข้อมูล เช่น Thai PBS Verify, ชัวร์ก่อนแชร์, AFP และโคแฟก จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้สังคมเข้าถึงข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบ แต่การสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่มีคุณภาพยังต้องอาศัยความร่วมมือจากสื่อทุกประเภทและประชาชนด้วย
ในมุมนี้ Thai PBS ไม่ควรเป็นเพียงผู้รายงานข่าว แต่ควรเป็นพื้นที่กลางที่นำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาพูดคุย หาข้อเท็จจริง และแสวงหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่กระทบต่อสังคม
เจิมศักดิ์เสนอว่า สื่อสาธารณะควรมีบทบาทช่วยเชื่อมโยงประชาชน หน่วยงานรัฐ และฝ่ายที่มีความขัดแย้ง ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาข้อยุติร่วมกันได้ โดยเฉพาะปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ภัยพิบัติหรือข้อพิพาทในชุมชน
บทบาทดังกล่าวจะช่วยให้สื่อสาธารณะเป็นมากกว่าผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นพื้นที่สนับสนุนให้สังคมเข้าถึงข้อเท็จจริงและร่วมกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
ปฏิรูปอย่างไร โดยไม่ทำลายหลักการ
เมื่อพิจารณาข้อเสนอจากผู้ร่วมเสวนาทั้งสี่ฝ่าย ภาพที่ชัดเจนคือ Thai PBS ต้องเผชิญกับโจทย์สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการรักษาความเป็นอิสระจากรัฐและทุน อีกด้านคือการพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าองค์กรใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างคุ้มค่าและรับผิดชอบ
พิเศษ จียาศักดิ์ ผู้บริหาร Thai PBS ยืนยันว่าองค์กรเปิดกว้างต่อการปฏิรูป และพร้อมรับฟังข้อเสนอจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ เพื่อร่วมกันกำหนดบทบาทของสื่อสาธารณะในอนาคต
ขณะเดียวกันปริญญาเสนอให้การแก้ไขกฎหมายมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารควบคู่กับการออกแบบแหล่งรายได้ที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้องค์กรต้องพึ่งพาการอนุมัติงบประมาณจากฝ่ายการเมืองหรือรายได้จากโฆษณาเป็นหลัก
ปริญญายกตัวอย่างโมเดลที่ทั่วโลกใช้ในการทำโทรทัศน์สาธารณะ เช่น Television License Fee ของสหราชอาณาจักร (BBC) หรือญี่ปุ่น (NHK) ที่หากมีโทรทัศน์ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม, Mandatory Household Fee ของเยอรมนี (ARD และ ZDF) ที่บังคับให้ทุกครัวเรือนต้องจ่ายเงิน และ General Taxation ของฝรั่งเศสที่นำเงินมาจากภาษีทั่วไป
ปริญญา เห็นว่า ที่มาของงบประมาณผูกโยงกับ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ เพราะฉะนั้น ที่มางบประมาณของ Thai PBS จะมาจากเงินจากภาษีสุราและบุหรี่ก็ได้ หรือ หาแนวทางอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ต้องไม่ใช่มาจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่รัฐบาลหรือพรรคการเมืองจะเลือกว่าจะให้หรือไม่ให้ เพราะนั่นหมายถึง ความอิสระหายไป
ขณะที่ เจิมศักดิ์ เห็นเช่นกันว่า ที่มาของงบประมาณ หมายถึงความอิสระของสื่อสาธารณะ ดังนั้น ที่มางบประมาณของสื่อสาธารณะต้องปราศจากการครอบงำหรือการแทรกแซงจาก อำนาจรัฐ และ กลุ่มทุน

ประเทศไทยยังต้องการสื่อสาธารณะ
ท้ายที่สุด เวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า Thai PBS ควรไปต่อหรือพอแค่นี้ แต่กำลังชวนสังคมพิจารณาว่า ประเทศไทยต้องการสื่อที่มีอิสระในการตรวจสอบรัฐและทุนมากเพียงใด และพร้อมจะออกแบบกลไกให้สื่อนั้นรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างไร
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีอยู่มหาศาล แต่ความน่าเชื่อถือกลับเป็นสิ่งที่หาได้ยาก สื่อสาธารณะยังมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อเท็จจริง เปิดพื้นที่ให้เสียงของคนที่ถูกมองข้าม และช่วยให้ประชาชนใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพ
แต่การมีหลักประกันความเป็นอิสระเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้องค์กรได้รับความไว้วางใจอย่างยั่งยืน Thai PBS ต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า เงินสาธารณะที่ได้รับถูกนำไปสร้างประโยชน์อย่างไร เนื้อหาเข้าถึงประชาชนกลุ่มใดบ้าง และองค์กรพร้อมเปิดเผยข้อผิดพลาดเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงหรือไม่
บทเรียนสำคัญจากเวทีนี้จึงไม่ใช่การเลือกว่าจะอยู่ข้าง Thai PBS หรืออยู่ข้างผู้วิพากษ์วิจารณ์ แต่คือการยืนยันว่าทั้งความเป็นอิสระและความรับผิดชอบเป็นหลักการที่ต้องรักษาไปพร้อมกัน
หาก Thai PBS สามารถสร้างสมดุลระหว่าง Performance และ Accountability ได้จริง เปลี่ยนตัวเองให้ทันต่อภูมิทัศน์สื่อ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และทำให้สังคมตรวจสอบการทำงานได้อย่างโปร่งใส วิกฤตครั้งนี้ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสื่อสาธารณะที่เข้มแข็งกว่าเดิม
เพราะคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า Thai PBS ควรอยู่ต่อหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้สื่อสาธารณะเป็นอิสระจากอำนาจ แต่ไม่เป็นอิสระจากความรับผิดชอบต่อประชาชน
บทความเกี่ยวข้อง:




