โจทย์เรื่องความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อภาครัฐยังเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของประเทศไทย โดยผลสำรวจดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ปี 2568 (Corruption Perceptions Index: CPI) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ได้คะแนน 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน
เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยยังมีคะแนนตามหลังหลายประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ติมอร์-เลสเต เวียดนาม และอินโดนีเซีย ขณะที่ปัญหาความโปร่งใสและการทุจริตถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ที่ไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศและสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐ
หนึ่งในกลไกที่รัฐบาลเลือกใช้ คือการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งนอกจากจะเป็นการยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจและการบริหารประเทศแล้ว ยังถูกคาดหวังให้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมาย นโยบาย และระบบราชการในหลายด้านที่ประเทศไทยพยายามดำเนินการมาอย่างยาวนาน
ขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 แต่ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการประเมิน โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของ OECD จำนวน 25 คณะ กำลังตรวจสอบและประเมินกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานการดำเนินงานของไทยในหลากหลายสาขา โดยมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการ
ปี66 จุดเริ่มสมัครสมาชิก OECD
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2566 รัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งมี “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี เดินหน้าสร้างความร่วมมือเพื่อดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศ และผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดและส่งเสริมมาตรฐานด้านนโยบายของประเทศสมาชิก
ประเทศไทยได้รับสถานะเป็นประเทศผู้สมัคร หรือ Accession Country ในเดือนมิถุนายน 2567 และเริ่มกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ หรือ Accession Kick-off ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และนโยบายของไทยในหลายมิติอย่างเป็นระบบ
ปัจจุบัน การเข้าเป็นสมาชิก OECD กลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล โดยภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำกับดูแลกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก พร้อมตั้งเป้าหมายให้กระบวนการบรรลุผลภายในปี 2028 หรือ พ.ศ. 2571 แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่ากระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลานานกว่านั้น
รัฐบาลคาดหวังว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับความทันสมัยของประเทศ ทั้งด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และการต่อต้านการทุจริต รวมถึงช่วยปรับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ
ครม.มีมติร่วม GTSP สำรวจความเชื่อมั่นรัฐ
ภายใต้กระบวนการดังกล่าว การวัด “ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ” จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่มีความสำคัญ เพราะมาตรฐานของภาครัฐไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพของกฎหมายหรือระบบราชการ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ประชาชนรู้สึกไว้วางใจรัฐมากน้อยเพียงใด และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นหรือความไม่เชื่อมั่น
นี่จึงเป็นที่มาของการที่ประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วม โครงการ Global Trust Survey Project (GTSP) ของ OECD เพื่อสำรวจและเปรียบเทียบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันภาครัฐในระดับนานาชาติ
ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐไม่ได้สะท้อนเพียงว่าประชาชน “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ” รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกว่ารัฐมีความซื่อตรง โปร่งใส ตอบสนองต่อปัญหา ให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด
ประเด็นเหล่านี้กำลังจะถูกนำมาวัดในระดับนานาชาติ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่7 ตค.69 ให้ประเทศไทยเข้าร่วม โครงการแบบสำรวจความเชื่อมั่นระดับโลก (Global Trust Survey Project: GTSP) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ในระดับที่ 1 Trust Survey Cross-Country ซึ่งเป็นการสำรวจเปรียบเทียบระหว่างประเทศโดยไม่มีการศึกษาเชิงลึกรายประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้รับมอบหมายให้ประสาน OECD เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
GTSP วัดอะไรจากประชาชน
โครงการ GTSP จัดตั้งขึ้นโดย Public Governance Committee (PGC) ของ OECD เมื่อปี ค.ศ. 2024 หรือปี 2567 มีเป้าหมายสำรวจและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันภาครัฐ ทั้งความโปร่งใส ความซื่อตรง และความสามารถในการแก้ปัญหาของสถาบันภาครัฐ ผ่านการตอบแบบสอบถาม
การสำรวจครอบคลุมประเทศสมาชิก OECD รวมถึงประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก OECD ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม โดยกำหนดการสำรวจเป็นแบบปีเว้นปี (Biennial)
ในการสำรวจครั้งล่าสุดในปี ค.ศ. 2025 หรือปี 2568 มีประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เข้าร่วมโครงการจำนวน 5 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐบัลแกเรีย สาธารณรัฐโครเอเชีย โรมาเนีย สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล และสาธารณรัฐเปรู
สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมครั้งนี้เลือกอยู่ในระดับที่ 1 หรือ Trust Survey Cross-Country ซึ่งจะทำให้เห็นภาพเปรียบเทียบความเชื่อมั่นของประชาชนกับประเทศอื่น ๆ โดยยังไม่มีการศึกษาเชิงลึกรายประเทศ
6 มิติที่กำลังจะถูกถาม
โครงสร้างหลักของ Trust Survey เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หรือ Population Survey ครอบคลุม 6 หัวข้อ
- หนึ่ง ระดับความเชื่อมั่นในสถาบันภาครัฐต่าง ๆ ประเมินระดับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันหลักของประเทศ
- สอง การรับรู้ของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาล (Public Perceptions of Government) ใช้คำถามเชิงสถานการณ์สมมุติ เพื่อวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังความเชื่อมั่นใน 5 มิติ ได้แก่ ความซื่อตรง (Integrity) การตอบสนอง (Responsiveness) ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความเปิดกว้าง (Openness) และความเป็นธรรม (Fairness)
- สาม ความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะ (Satisfaction with Public Services) ประเมินทั้งความพึงพอใจและประสบการณ์ของประชาชนในการใช้บริการสาธารณะที่สำคัญ
- สี่ นโยบายระยะยาวและความท้าทายระดับโลก (Long-term Policies & Global Challenges) ประเมินความมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถรับมือกับปัญหาใหญ่ ๆ ในปัจจุบันและอนาคตได้หรือไม่
- ห้า ทัศนคติและการมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Attitudes and Participation) สำรวจว่าประชาชนรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิและมีเสียงในการแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่
- หก ข้อมูลพื้นฐานภูมิหลังของผู้ตอบแบบสำรวจ
ดังนั้น แบบสำรวจไม่ได้ถามเพียงว่า “ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลหรือไม่” แต่พยายามแยกให้เห็นว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นรัฐ ตั้งแต่ความซื่อตรงของหน่วยงาน การตอบสนองต่อปัญหา คุณภาพบริการ ไปจนถึงความรู้สึกว่าประชาชนมีส่วนร่วมกับการทำงานของรัฐหรือไม่
ไทยเลือกสำรวจระดับแรก ก่อนเจาะลึก
ประเทศที่ได้รับเชิญเข้าร่วมโครงการ GTSP สามารถเลือกเข้าร่วมได้ 2 ระดับ
- ระดับที่ 1 Trust Survey Cross-Country เป็นการสำรวจแบบเปรียบเทียบระหว่างประเทศ ไม่มีการศึกษาเชิงลึกรายประเทศ ซึ่งเป็นระดับที่ประเทศไทยเลือกเข้าร่วม
- ระดับที่ 2 Trust Survey Country Study เป็นการสำรวจที่เพิ่มการศึกษาในประเด็นเชิงลึกรายประเทศ โดยผู้แทนประเทศจะกำหนดประเด็นคำถามเพิ่มเติม และ OECD จะร่วมพัฒนาแบบสอบถามกับประเทศที่เข้าร่วม รวมถึงดำเนินภารกิจเก็บข้อมูลเพิ่มเติม หรือ Fact-Finding Mission ทำให้ใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลมากกว่าระดับที่ 1
จากการหารือกับ OECD และประเทศที่เคยเข้าร่วมโครงการ พบว่าประเทศส่วนใหญ่เลือกเข้าร่วมการสำรวจระดับที่ 1 ก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันภาครัฐ จากนั้นจึงอาจพิจารณาเลือกประเด็นที่สนใจเพิ่มเติมเพื่อเข้าร่วมระดับที่ 2 ต่อไป
ไทยในฐานะ Associate
สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการร่วมกับ PGC ของ OECD ได้รับการประสานจาก OECD เพื่อเชิญประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ GTSP โดยเบื้องต้นประเทศไทยจะเข้าร่วมในฐานะ Associate ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าร่วมโครงการ
ไทยจะได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม The Global Trust Survey Project at Senior Level ปีละ 2 ครั้ง และการประชุมในระดับ Technical Level ประมาณปีละ 2–3 ครั้ง
บทบาทของไทยไม่ได้มีเพียงการตอบแบบสอบถาม แต่ยังรวมถึงการให้ความเห็นต่อร่างแบบสอบถาม Trust Survey Cross-Country และรายงานผลการสำรวจ
ในกระบวนการจัดทำรายงานผลสำรวจ OECD ยังเปิดโอกาสให้ผู้แทนประเทศเจรจาปรับปรุงการนำเสนอข้อมูลในประเด็นที่เป็นเรื่องอ่อนไหวของประเทศนั้น ๆ ได้ รวมถึงมีกลไกเลื่อนระยะเวลาการเผยแพร่ผลสำรวจสู่สาธารณะ หากการเผยแพร่มีแนวโน้มจะแทรกแซงหรือส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางการเมือง
ผลสำรวจแล้วนำไปสู่อะไร
ก.พ.ร. ระบุว่า การเข้าร่วมโครงการมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยได้รับผลการวิเคราะห์ช่องว่าง หรือ Gap Analysis เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงการดำเนินงานของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD
ก.พ.ร. ในการประชุมครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบการเข้าร่วมโครงการ GTSP ระดับที่ 1 และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
สำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมการสำรวจระดับที่ 1 อยู่ที่ 33,000 ยูโร หรือประมาณ 1.25 ล้านบาท โดยสำนักงาน ก.พ.ร. จะใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงาน ก.พ.ร.
เมื่อมองในมุมของนโยบายสาธารณะ ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า “ไทยจะได้คะแนนความเชื่อมั่นเท่าไร” แต่สำคัญกว่านั้นคือ ผลสำรวจจะถูกนำกลับมาแก้ปัญหาที่ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐอย่างไร
หวังใช้เป็นข้อมูลประกอบการเข้า OECD
ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเข้าร่วม GTSP ระดับที่ 1 คือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ผ่าน Global Trust Survey และบทสรุปข้อมูลประเทศโดยสังเขป หรือ Short Country Note
ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ปรับปรุงการดำเนินงานของประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD และสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยต่อไป
กรอบเวลาของโครงการกำหนดให้ OECD เริ่มดำเนินการสำรวจในปี 2570 และคาดว่าจะเผยแพร่ผลสำรวจประมาณเดือนมิถุนายน 2571
1.25 ล้าน กับโจทย์ความเชื่อมั่นที่ใหญ่กว่าตัวเลข
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงาน ป.ป.ท. พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือเห็นชอบในหลักการตามที่ ก.พ.ร. เสนอ โดยมีความเห็นเพิ่มเติม
สำนักงบประมาณเห็นว่า สำหรับภาระงบประมาณจำนวน 33,000 ยูโร หรือประมาณ 1,250,000 บาท เห็นสมควรให้สำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับจัดสรร หรือพิจารณาปรับแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือโอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร แล้วแต่กรณี ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป
ท้ายที่สุด การเข้าร่วม GTSP จึงเป็นมากกว่าการส่งแบบสอบถามให้ OECD ประเมินความเชื่อมั่นของคนไทย เพราะข้อมูลที่ได้จะสะท้อนทั้ง จุดแข็งและช่องว่างของภาครัฐไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น และถูกวางให้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงระบบราชการและกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD
โจทย์สำคัญหลังจากผลสำรวจถูกเผยแพร่ในปี 2571 จึงอยู่ที่ว่า หากประชาชนยังไม่ไว้วางใจรัฐในเรื่องความโปร่งใส การตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ บริการสาธารณะ หรือการมีส่วนร่วม รัฐจะนำข้อมูล 1 ชุดนี้ไปเปลี่ยนแปลงระบบราชการได้จริงมากน้อยเพียงใด
บทความที่เกี่ยวข้อง:




