รายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา กรณี “การถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจรและการขนส่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา” ตามที่คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) พบว่ายังคงติดปัญหาในหลายประเด็น โดยเฉพาะอำนาจการจัดการจราจร ให้ กทม. พัทยา ยังติดกฎหมายหลายฉบับทำให้ไม่สามารถถ่ายโอนได้
ผลการศึกษาได้เสนอไปยัง คณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 มิ.ย. 69 และ ครม.มีมติรับทราบรายงานฉบับดังกล่าว ซึ่งสะท้อนภาพปัญหาที่ดำเนินมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการกระจายอำนาจด้านการจราจรและการขนส่ง
แม้จะเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยตรง แต่การถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลางไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนการกระจายอำนาจ เนื่องจากติดข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งกฎหมาย โครงสร้างองค์กร บุคลากร รวมถึงระบบข้อมูลที่ยังขาดการบูรณาการร่วมกัน
จุดเริ่มการศึกษา “กระจายอำนาจ จราจร”
ก่อนหน้านี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้เสนอรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ซึ่งได้ศึกษาประเด็นการถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจรและการขนส่งให้แก่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
ผลการศึกษาพบว่า แม้จะมีแนวทางกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ภารกิจด้านจราจรและขนส่งยังคงกระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานส่วนกลางหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก และกรมเจ้าท่า ส่งผลให้การบริหารจัดการปัญหาจราจรในพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ขาดความคล่องตัว
3 ข้อเสนอหลัก ปลดล็อกการถ่ายโอนอำนาจจราจร
คณะกรรมาธิการได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประเด็นหลักเพื่อขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจด้านจราจรและการขนส่งให้เกิดขึ้นจริง
- จัดทำคู่มือการถ่ายโอนภารกิจ
เสนอให้มีจัดทำประกาศกำหนดคู่มือและแนวทางปฏิบัติในการถ่ายโอนภารกิจด้านการบริหารจัดการจราจรและการขนส่งให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่า และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจ
- แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค
ข้อเสนอสำคัญคือการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับเพื่อเปิดทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจบริหารจัดการจราจรได้มากขึ้น ได้แก่
แก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายจราจร
แก้ไขพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการสถานีขนส่งผู้โดยสารได้
แก้ไขพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 เพื่อให้กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยามีอำนาจอนุญาตการเดินเรือโดยสารภายในเขตพื้นที่ของตนเอง
- ปรับปรุงแผนกระจายอำนาจ
เสนอให้ ปรับปรุงแผนการกระจายอำนาจและแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) โดยเพิ่มภารกิจด้านจราจรและการขนส่ง เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจบริหารจัดการได้อย่างชัดเจน
- ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ขับเคลื่อนภารกิจถ่ายโอน
ภายหลังการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจด้านจราจรและการขนส่งให้แก่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นอนุกรรมการ
นอกจากนี้ ยังได้ประสานหน่วยงานเจ้าของกฎหมายเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และหากหน่วยงานใดไม่ดำเนินการ สามารถเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้ดำเนินการต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังมอบหมายให้คณะอนุกรรมการบริหารแผนการกระจายอำนาจทบทวนและปรับปรุงแผนการกระจายอำนาจ (ฉบับที่ 3) ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ
- ปรับกฎหมายจราจร ขยายอำนาจท้องถิ่น
ในเชิงปฏิบัติ คณะกรรมาธิการเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (37) และ (38) เพื่อขยายนิยามคำว่า “เจ้าพนักงานจราจร” ให้ครอบคลุมข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และขยายนิยาม “หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร” ให้รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา
อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าภารกิจด้านการบังคับใช้กฎหมายจราจรควรอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตำรวจเช่นเดิม เนื่องจากตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ครอบคลุมทั้งงานจราจร งานสายตรวจ และงานป้องกันปราบปรามควบคู่กัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน
ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอให้ตำรวจ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ร่วมกันจัดทำร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการจราจรในเขตท้องถิ่นพิเศษ เพื่อรองรับเมืองที่มีภารกิจซับซ้อนและต้องการระบบบริหารจัดการจราจรแบบเบ็ดเสร็จ
อีกทั้งยังเสนอให้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างตำรวจ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจและการใช้งานร่วมกันของระบบกล้องวงจรปิดและสัญญาณไฟจราจร โดยทุกหน่วยงานได้รับข้อเสนอไปพิจารณาต่อไป
โจทย์ใหญ่เรื่องทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน
รายงานยังเสนอให้จัดทำระบบข้อมูลทรัพย์สินจราจรแบบบูรณาการในรูปแบบระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาได้รับข้อเสนอไปพิจารณา ขณะที่มีข้อเสนอเพิ่มเติมให้จัดทำ MOU กับหน่วยงานเจ้าของถนน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมจราจรได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี
อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเห็นว่า ยังคงจำเป็นต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี เนื่องจากหน่วยงานมีระบบบริหารจัดการความปลอดภัย ระบบ CCTV และระบบติดตามปริมาณจราจรที่เชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมส่วนกลางอยู่แล้ว การติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมอาจก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนและกระทบต่อระบบเดิมได้
ทั้งสองหน่วยงานเสนอแนวทางแบ่งปันข้อมูลผ่าน MOU แทนการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่
ส่วนข้อเสนอให้ถ่ายโอนทรัพย์สิน เช่น ระบบ CCTV สัญญาณไฟจราจร และศูนย์ควบคุมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเห็นว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอุปกรณ์จำนวนมากเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลจราจรระดับประเทศ ไม่สามารถแยกส่วนเพื่อส่งมอบได้โดยตรง
สร้างบุคลากรเฉพาะทางด้านจราจร
รายงานยังเสนอให้กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาจัดตั้งตำแหน่งเฉพาะทางด้านจราจรในระดับพื้นที่ เช่น วิศวกรจราจร และเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบ ATC และ CCTV ประจำสำนักงานเขตหรือศูนย์จราจร รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลจราจรระดับเมืองเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลจราจรอย่างเป็นระบบ
เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงานสู่ระบบเดียว
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านจราจรระดับเมืองหรือระดับจังหวัด เพื่อบูรณาการแผนพัฒนาจราจรและการอนุมัติงบประมาณร่วมกัน
พร้อมกันนี้ยังเสนอให้พัฒนา “Responsibility Map” หรือแผนที่แสดงความรับผิดชอบ และฐานข้อมูล Traffic GIS เพื่อระบุโครงข่ายจราจรและเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เชื่อมโยงระบบควบคุมจราจรของทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบกล้อง CCTV สัญญาณไฟ ข้อมูลอุบัติเหตุ และข้อมูลการกระทำผิด พร้อมจัดทำมาตรฐานระบบจราจร (Traffic System Standard: TSS) เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลและระบบร่วมกันได้ทั้งในเชิงเทคนิคและกฎหมาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ต่างได้รับข้อเสนอเพื่อไปพิจารณา
ข้อเสนอเฉพาะสำหรับกรุงเทพมหานคร
สำหรับกรุงเทพมหานคร มีข้อเสนอให้ยกระดับศูนย์ บก.02 เป็น “ศูนย์บัญชาการจราจรกรุงเทพมหานคร” ร่วมกับตำรวจ ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างพัฒนาศูนย์ Command and Control ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเชื่อมโยงกล้อง CCTV และระบบ ATC ทั่วกรุงเทพฯ สำหรับบริหารจัดการจราจรร่วมกับตำรวจ
อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า ศูนย์ บก.02 ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตำรวจต่อไป เพื่อรักษาประสิทธิภาพด้านการบังคับใช้กฎหมายและภารกิจด้านความมั่นคง
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้แต่งตั้งตำแหน่ง “วิศวกรจราจร” ในสำนักงานเขตทุกเขต ซึ่งกรุงเทพมหานครจะศึกษาความเป็นไปได้เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันสำนักงานเขตยังไม่มีภารกิจด้านนี้โดยตรง
ส่วนการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูล CCTV, ATC และ E-Ticket แบบเรียลไทม์กับระบบของตำรวจนั้น กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการแล้ว
ขณะที่แนวคิดการกำหนดพื้นที่นำร่องให้กรุงเทพมหานครได้รับอำนาจบริหารจัดการจราจรแบบครบวงจร ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้
เมืองพัทยาเดินหน้าสำนักการจราจรเต็มรูปแบบ
สำหรับเมืองพัทยา มีข้อเสนอให้จัดตั้ง “ฝ่ายจราจรและการขนส่งพิเศษ” เพื่อรับผิดชอบการวางแผน พัฒนา และควบคุมระบบจราจร โดยประสานงานกับตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรอบ
ปัจจุบัน เมืองพัทยากำลังจัดตั้งสำนักการจราจร ซึ่งจะมีฝ่ายจราจรและการขนส่งพิเศษเป็นหน่วยงานหลักรองรับภารกิจดังกล่าว พร้อมทั้งได้รับอนุมัติงบประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศูนย์ควบคุมสั่งการ (Command Center)
นอกจากนี้ ยังได้เริ่มทดลองเชื่อมโยงข้อมูลจราจรร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบการปฏิบัติงานในอนาคต ส่วนข้อเสนอให้พัฒนาระบบกล้องจราจรเชื่อมโยงกับระบบกลางของตำรวจ เมืองพัทยาได้รับไปพิจารณาดำเนินการต่อ
ขณะเดียวกัน เมืองพัทยายังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เทศกิจ และผลักดันการแก้ไขกฎหมาย เพื่อรองรับบทบาท “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานจราจร” ให้เจ้าหน้าที่เมืองพัทยาสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้านจราจรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในอนาคต
ทั้งนี้ผลการศึกษาดังกล่าวจึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความพยายามในการกระจายอำนาจด้านการจราจรและการขนส่งจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนอย่างกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ซึ่งยังต้องอาศัยการปรับปรุงกฎหมาย การจัดสรรอำนาจหน้าที่ และการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การบริหารจัดการจราจรตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




