วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน “Governor connect ผู้ว่าการแถลงข่าวดำรงตำแหน่งครบรอบ 1 ปี ว่า” หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ ธปท. จะทำในปี 2570 คือ การยกระดับการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) หลังจากที่ผ่านมา แม้ ธปท. จะเป็นหน่วยงานออกใบอนุญาตและกำกับดูแลธุรกิจเหล่านี้มาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่มีระบบการตรวจสอบที่ครอบคลุม

เนื่องจากภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ธปท. ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสถาบันการเงินเป็นหลัก เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน หลังเกิดปัญหาสถาบันการเงินล้มและไม่สามารถคืนเงินฝากให้ประชาชนได้ ขณะที่การตรวจสอบธุรกิจ Non-Bank ยังทำในวงจำกัด และกระจายอำนาจหน้าที่อยู่ในหลายหน่วยงานภายใน ธปท.
ดังนั้น ธปท. จึงปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญในรอบหลาย 10 ปี โดยยุบตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านบริหาร และจัดตั้งตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน คือ ดารณี แซ่จู เมื่อ 1 ต.ค. ที่ผ่านมาเพื่อรวบรวมภารกิจการกำกับดูแลธุรกิจ Non-Bank ที่กระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ให้มาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการเดียวกัน
สำหรับธุรกิจ Non-Bank อยู่ภายใต้การกำกับดูแล แบ่งเป็นหลายกลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อ (Lending) เช่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล และบัตรเครดิต ซึ่งปัจจุบันมีใบอนุญาต 5 ประเภท และอาจเพิ่มเป็น 6 ประเภทในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบริการชำระเงิน (Payment) ซึ่งมีใบอนุญาต 9 ประเภท ครอบคลุมบริการรับชำระเงินและกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) รวมถึงธุรกิจบริการแลกเปลี่ยนและโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น ร้านแลกเงินและผู้ให้บริการโอนเงิน ตลอดจนธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. แทบไม่ได้เข้าไปกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อและบริการชำระเงินก่อน
เป้าหมายสำคัญของการยกระดับการกำกับดูแลครั้งนี้ คือ การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection ) โดยเฉพาะปัญหาการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากพบว่าผู้ประกอบการบางรายถือใบอนุญาตหลายประเภท เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลและนาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) ที่มีเพดานดอกเบี้ยแตกต่างกัน จนอาจเรียกเก็บดอกเบี้ยไม่สอดคล้องกับประเภทสินเชื่อ
ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย หรือ “คิดดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยค้าง” โดยเฉพาะกรณีลูกหนี้ค้างชำระแล้วผู้ประกอบการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อนำยอดเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระเดิมมารวมเป็นหนี้ก้อนใหม่ ก่อนนำไปคำนวณดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่ง ธปท. จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบลูกหนี้และยกระดับมาตรฐานการให้บริการของธุรกิจนอนแบงก์
“นี้คือสิ่งที่จะเน้นปีหน้า จะถูกเอาเปรียบน้อยลงแน่นอน ต้องมีมาตรฐานที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นมันจะต้องเริ่มจากการกำกับ 3,000 รายเนี่ยมันจะต้องเปลี่ยนวิธีเลย จากทีกำกับประมาณ 30 รายอยู่ตอนเนี้ย ต้องเปลี่ยนวิธีเลยใช้ data ใช้ AI เข้ามาจับ แบ่งทีมให้ความสำคัญกับขนาด Size Impact” ผู้ว่า ธปท. กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ภารกิจที่จะทำในปีหน้าด้วย คือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
คุมซื้อทองเงินสด-ร้านแลกเงิน ลดค่าตรวจเครดิตบูโร
- การกำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท โดยเสนอให้ใช้วิธีโอนเงิน หรือจ่ายด้วยเช็ค เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบเส้นเงินได้ คาดประกาศเดือน พ.ย. 2569
- การกำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later โดยอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางระบบออนไลน์ คาดประกาศช่วง พ.ย. – ธ.ค. 2569
- การลดค่าตรวจเครดิตบูโร คาดประกาศช่วงเดือน ธ.ค. 2569 โดยจะเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองได้ฟรี 2 ครั้ง หลังพบว่าปัจจุบันประชาชนต้องเสียค่าตรวจสอบข้อมูลเครดิตสูงถึง 150 บาทต่อครั้ง ในขณะที่ผ่านมาเครดิตบูโรมีกำไรสะสมตลอดระยะเวลา 15 ปี ประมาณ 3,600 ล้านบาท จากเงินลงทุน 250 ล้านบาท เนื่องจากเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเครดิตที่มีลักษณะผูกขาด ดังนั้น ธปท. จึงต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว
- การยกระดับธุรกิจร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Changer) คาดประกาศช่วงเดือน ม.ค. 2570 ปัจจุบันมีผู้ได้รับใบอนุญาตประมาณ 2,000 แห่ง แต่พบว่าผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ไม่จัดส่งเอกสารหรือรายงานตามข้อกำหนด โดย ธปท. จะปรับปรุงระบบการกำกับดูแลทั้งหมด เพื่อให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งด้านการตรวจสอบและการรายงานข้อมูล ซึ่งคาดว่าอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้ต้องออกจากธุรกิจเป็นจำนวนหลายร้อยราย ทั้งนี้ การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน โดยเฉพาะการนำเงินที่มีแหล่งที่มาน่าสงสัยมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ
- การกำกับ THB Stablecoin คาดประกาศช่วงเดือน ม.ค. 2570 โดยจะแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ออกเหรียญ (Issuer) และผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ในระยะแรกอาจจำกัดจำนวนผู้ออกเหรียญไว้เพียง 2 ราย คล้ายกับแนวทางของฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพและกำกับดูแลได้ ขณะที่มูลค่าของ THB Stablecoin จะอ้างอิงกับเงินบาทในอัตรา 1 ต่อ 1 เพื่อไม่ให้เกิดการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ พร้อมเปิดทางให้ผู้ลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Bitcoin หรือ Ethereum สามารถเปลี่ยนมาถือครอง Stablecoin ที่อ้างอิงเงินบาท แทนการพักเงินไว้ใน Stablecoin สกุลเงินต่างประเทศ เช่น USDT รวมถึงสามารถนำไปใช้โอนเงินและพัฒนาระบบธุรกรรมแบบอัตโนมัติ ได้
- SMEs Credit Portal เป็นโครงการที่กำลังทำอยู่ คาดประกาศในช่วงเดือน ม.ค. 2570 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการและผู้ให้สินเชื่อ




