กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง “หลักเกณฑ์กำกับสินเชื่อ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now, Pay Later (BNPL) ตั้งแต่ 16 ต.ค.-15 พ.ย. 69 หลังจากนั้นจะประกาศใช้ โดยคาดว่าจะประกาศภายในปี 69
สภาพปัญหา และความจำเป็นที่ต้องออกหลักเกณฑ์
“ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later: BNPL) จัดเป็นสินเชื่อบุคคล และเป็นบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่มีการเติบโตและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเพื่อการซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งมักเป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อแรกของผู้บริโภคที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ระบบสินเชื่อ (new to credit)
ธปท.ระบุไว้ในเอกสารรับฟังความเห็นว่า ลักษณะการให้บริการ BNPL ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก ได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว และผสานอยู่ในกระบวนการซื้อสินค้าและบริการ อาจส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดการใช้สินเชื่อและการก่อหนี้โดยขาดความระมัดระวัง และส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเงินของผู้บริโภคในระยะยาว
นอกจากนี้ ปัจจุบันผู้ให้บริการ BNPL ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลบางส่วนยังมิได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลส่งผลให้มาตรฐานการให้บริการและการคุ้มครองผู้บริโภคอาจแตกต่างกัน อีกทั้งข้อมูลการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวยังไม่ได้รับการรายงานต่อธปท. ทำให้การติดตามภาพรวมและพัฒนาการของสินเชื่อ BNPL รวมถึงหนี้ครัวเรือนยังไม่ครอบคลุม
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรกำหนดให้การประกอบธุรกิจสินเชื่อ BNPL ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีนัยสำคัญต่อประชาชนในวงกว้างอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและกำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจที่เหมาะสมกับลักษณะและความเสี่ยงของธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการให้บริการอย่างรับผิดชอบ ดูแลให้ผู้บริโภคได้รับบริการที่เป็นธรรมและการคุ้มครองอย่างเหมาะสมรวมทั้งสนับสนุนการติดตามดูแลภาวะหนี้ครัวเรือนและความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินได้อย่างครอบคลุม
ทั้งนี้ เนื่องจากการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลังมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการสินเชื่อดังกล่าวและส่งผลต่อการก่อหนี้ครัวเรือนอันกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมจึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการกำหนดให้ธุรกิจดังกล่าวต้องเป็นธุรกิจที่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรี และต้องกำหนดกรอบการกำกับดูแลและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและดูแลระบบเศรษฐกิจ โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้บริโภคและสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากแนวทางการกำกับดูแลดังกล่าวแล้ว
สรุปสาระสำคัญ (ร่าง) ประกาศธปท.
กำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจ BNPL: ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับสำหรับธุรกิจประเภท BNPL ภายใต้กรอบอำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 เพื่อคัดกรองให้มีเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจที่มีความพร้อม มีธรรมาภิบาล และมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถนำใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทอื่นมาให้บริการในลักษณะ BNPL ได้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจ BNPL ต้องเป็นสมาชิกและนำส่งข้อมูลเครดิตแก่บริษัทข้อมูลเครดิต (National Credit Bureau: NCB)
กำหนดคุณสมบัติของผู้ใช้บริการ: ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และผู้ประกอบธุรกิจพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ โดยอาจใช้ข้อมูลทางเลือกแทนการใช้หลักฐานรายได้เหมือนสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan: Digital P-loan) เพื่อคัดกรองผู้ใช้บริการที่มีความพร้อมในการก่อหนี้และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงสินเชื่อก่อนวัยอันควร
กำหนดวงเงินและระยะเวลาสินเชื่อ: ผู้บริโภคแต่ละรายรวมไม่เกิน 20,000 บาท และให้มีกำหนดระยะเวลาการชำระคืนแต่ละธุรกรรมไม่เกิน 6 เดือน และกรณีที่ในกลุ่มธุรกิจมีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลัง มากกว่า 1 ราย ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีแนวทางในการดูแลให้วงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลังที่ผู้บริโภคแต่ละรายได้รับจากผู้ประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน รวมกันไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อไม่สร้างความเสี่ยงจากการสะสมภาระหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคเกินความจำเป็นและจำกัดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะก่อหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน
กำหนดการเรียกเก็บดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใด ๆ และค่าใช้จ่ายอื่น: ต้องไม่เกิน 15% ต่อปี (effective rate) เพื่อให้การนำธุรกิจ BNPL เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลไม่ส่งผลให้ผู้ใช้บริการมีภาระต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติเดิมของผู้ให้บริการบางส่วนที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายรวมไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ทั้งนี้ให้นับรวมค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการให้หรือเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่เรียกเก็บโดยพันธมิตรทางธุรกิจและส่วนเพิ่มของราคาสินค้าและบริการที่เกิดจากการเลือกผ่อนสินค้าและบริการดังกล่าว ในกรณีที่ผู้บริโภคผิดนัดชำระหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้และดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้เพิ่มเติมได้เพื่อเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการสินเชื่อมีวินัยทางการเงินที่ดี
กำหนดเงื่อนไขการให้บริการสินเชื่อ BNPL เพื่อป้องกันการนำสินเชื่อไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือผิดกฎหมายรวมทั้งป้องกันการก่อหนี้เพิ่มเติมเพื่อนำไปชำระหนี้เดิม
- ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่ให้สินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลัง เพื่อใช้ซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นสินค้าที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยง่าย
- ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถให้เบิกถอน โอน หรือเปลี่ยนวงเงินเป็นเงินสด เงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอื่นใดที่สามารถนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่การซื้อสินค้าและบริการ
- ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีแนวทางหรือกลไกที่เหมาะสมในการป้องกันมิให้มีการชำระคืนสินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลังด้วยบัตรเครดิตหรือสินเชื่อประเภทอื่น ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
กำหนดการดูแลผู้บริโภค: ผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลอัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ตลอดจนการจัดทำตารางแสดงภาระหนี้ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างชัดเจนพร้อมจัดให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้โดยสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งต้องดูแลให้การติดตามและจัดการหนี้กรณีผิดนัดชำระเป็นไปอย่างเหมาะสมเป็นธรรม และได้สัดส่วนกับความเสี่ยง โดยไม่จำกัดการใช้บริการหรือลดทอนสิทธิประโยชน์อื่นผ่านแพลตฟอร์มเกินสมควร อีกทั้งผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้กับผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับในปัจจุบัน และกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของ BNPL นอกจากนี้ อาจกำหนดให้เข้าร่วมโครงการที่มีลักษณะเป็นการแก้หนี้ของเจ้าหนี้หลายรายในคราวเดียว เช่น โครงการคลินิกแก้หนี้
ที่มา: แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลัง
บทความที่เกี่ยวข้อง:




