คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม) เพื่อขยายระยะเวลาและเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เอื้อต่อการเข้าถึงสิทธิประโยชน์มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยจะช่วยให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีศักยภาพในการดำเนินกิจการเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชน รวมทั้งสร้างการจ้างงานแก่กลุ่มเปราะบางได้มากขึ้น
สาระสำคัญของการยกเว้นภาษี
การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 735) พ.ศ. 2564 โดยขยายระยะเวลาและปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (e-Donation) (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 66) ดังนี้
เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่โอนให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้รวมถึงบุคคลธรรมดา และขยายระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวเป็นไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล (เดิมยกเว้นเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล) ให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า (คงเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)
เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 2 เท่า (เดิมหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า) ตั้งแต่ 1 ม.ค. 67 ถึง 31 ธ.ค. 71
ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน
การขายสินค้า หรือการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการโอนทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือการบริจาคทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่ 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)
ผ่อนปรนเวลาจดแจ้งของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสงค์จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยต้องจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน เว้นแต่ระยะเวลาที่ได้รับการจดทะเบียน ถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 90 วัน ให้จดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สำหรับกรณีเฉพาะปีปฏิทินแรก ที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีสิทธิจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวจนถึง 180 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน
คาดรัฐสูญรายได้ปีละ 110 ล้านบาท
กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยคาดว่ามาตรการทางภาษีดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 110.83 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นจากการสูญเสียรายได้ภาษีจากมาตรการทางภาษีดังกล่าวในปี พ.ศ. 2566 ประมาณ 21.93 ล้านบาท
แต่จะทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งมากขึ้นและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการจ้างงานบุคคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ
ปี 67 กำไรคืนสังคมแตะ 910 ล้านบาท
จากข้อมูลสถิติทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) พบว่า ณ ปี 2567 มีการจดทะเบียนรวม 664 แห่ง แบ่งเป็น วิสาหกิจเพื่อสังคม 417 แห่ง คิดเป็น 47.44% และ กลุ่มกิจการเพื่อสังคม 247 แห่ง คิดเป็น 37.2% ขณะที่วิสาหกิจเพื่อสังคมที่แบ่งปันกำไรมี 102 แห่ง หรือ 15.36%
ในด้านผลกำไรที่นำไปใช้เพื่อสังคม พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2565 มีมูลค่า 344.97 ล้านบาท ปี 2566 เพิ่มเป็น 357.79 ล้านบาท และปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 910.84 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วงปี 2565-2567 มีผลกำไรที่นำกลับไปใช้เพื่อสังคมรวม 1,613.59 ล้านบาท

เมื่อจำแนกตามวัตถุประสงค์เพื่อสังคม พบว่า การแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม ชุมชน เป็นประเภทที่มีจำนวนมากที่สุด 318 แห่ง แบ่งเป็นกิจการที่แบ่งปันกำไร 70 แห่ง และไม่แบ่งปันกำไร 248 แห่ง รองลงมา ได้แก่ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาสิ่งแวดล้อม จำนวน 46 แห่ง และ การสร้างโอกาสในการจ้างงาน จำนวน 53 แห่ง รวมทั้งสิ้น 417 แห่ง
ส่วนการกระจายตัวในระดับจังหวัด พบว่า กรุงเทพมหานคร มีจำนวนกิจการเพื่อสังคมมากที่สุดในข้อมูลที่แสดง รวม 189 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่มกิจการเพื่อสังคม 148 แห่ง และวิสาหกิจเพื่อสังคม 41 แห่ง รองลงมา ได้แก่ อุบลราชธานี 39 แห่ง ขณะที่ นนทบุรี มี 27 แห่ง และ ปทุมธานี มี 25 แห่ง
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่จำนวนกิจการและมูลค่าผลกำไรที่นำกลับไปสร้างประโยชน์แก่สังคม โดยเฉพาะในปี 2567 ที่มีการนำกำไรไปใช้เพื่อสังคมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสองปีก่อนหน้า
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




