น้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ของประเทศกำลังสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าการระบายน้ำไม่ทัน เพราะรูปแบบภัยพิบัติกำลังเปลี่ยนจากเหตุการณ์ที่เกิดเป็นครั้งคราวและมีฤดูกาลชัดเจน ไปสู่สถานการณ์ที่คาดเดายากขึ้น ทั้งฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และน้ำทะเลหนุน
หากระบบบริหารจัดการยังตั้งอยู่บนสมมุติฐานเดิมว่า ภัยพิบัติจะเกิดเป็นรอบและมีเวลาฟื้นตัวระหว่างเหตุการณ์ ประเทศไทยอาจไม่สามารถรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ได้
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นในเวทีเสวนา “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว” จัดโดยสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมี สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมสุขภาพ ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง
โลกร้อนเปลี่ยนโจทย์จาก “น้ำท่วม” สู่ภัยพิบัติหลายรูปแบบ
สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมสุขภาพ กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพอากาศมีความสุดขั้วมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากภาวะโลกร้อน และกำลังเห็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน
หิมะและน้ำแข็งกำลังละลายทั้งบริเวณขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และเทือกเขาสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะเทือกเขาหิมาลัย รวมถึงเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ เทือกเขาแอลป์ในยุโรป และชั้นดินเยือกแข็งคงตัวบริเวณไซบีเรียและอาร์กติก
ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติและองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกระบุว่า ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นสะสมประมาณ 3.2 เซนติเมตร ขณะที่น้ำแข็งที่ละลายไปแล้วมีปริมาณประมาณ 12.5 ล้านล้านตัน โดยกรีนแลนด์และทวีปแอนตาร์กติกาเป็นพื้นที่ที่กำลังเผชิญวิกฤตสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ของโลก
เมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำจะไหลลงสู่มหาสมุทรโดยตรง ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง โดยเฉพาะเมืองหลวง เมืองชายฝั่ง ประเทศที่เป็นเกาะ และพื้นที่ต่ำ รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน การลดลงของพื้นที่หิมะและน้ำแข็งยังทำให้โลกดูดซับความร้อนมากขึ้น เพราะพื้นผิวสีเข้มของพื้นดินและมหาสมุทรดูดซับความร้อนมากกว่าพื้นผิวน้ำแข็ง ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ไอน้ำในบรรยากาศก็เพิ่มขึ้น มีส่วนทำให้ฝนตกหนักและรุนแรงขึ้น
นี่จึงเป็นวงจรที่ทำให้ทั้ง น้ำท่วมและภัยแล้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ขณะที่ภัยพิบัติอื่น เช่น การถล่มของทะเลสาบจากน้ำแข็งละลาย ก็เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเนปาล อินเดีย และทิเบต
ปี 2030 อาจไม่ใช่ “อนาคต” แต่คือโจทย์ที่ต้องเตรียม
แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุว่า เอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติรุนแรงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นและมีแนวชายฝั่งยาว
การประเมินความเสี่ยงมีกรอบตั้งแต่ปี 2030 หรือ พ.ศ. 2573 ปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ไปจนถึงปี 2100 โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ปี 2030 ถือเป็นหมุดหมายระยะสั้นที่สภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มชัดเจนขึ้น หากไม่มีการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง ภัยพิบัติในเอเชียจะมีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น
เอเชียกำลังเผชิญภัยแล้งสลับกับน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่มรสุมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มแปรปรวน ทำให้ฤดูกาลคาดการณ์ได้ยาก และฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ จนนำไปสู่ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก
ปี 2025 อุณหภูมิโลกแตะระดับ 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว ดังนั้น การคาดการณ์เดิมอาจต้องนำมาทบทวนใหม่ และต้องพิจารณาว่าเมื่อสภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นแล้ว ประเทศไทยจะเผชิญอะไรในปี 2030
กรุงเทพฯ เสี่ยง “น้ำสามทาง” พร้อมกัน
สำหรับกรุงเทพมหานคร ความเสี่ยงไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจากการซ้อนทับของ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน สนธิ ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีความเสี่ยงรุนแรง โดยได้รับการเตือนจากองค์การระดับโลก ทั้ง World Bank และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกว่า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี กรุงเทพฯ อาจมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงถึง 40–96%
ปัจจัยแรกคือแผ่นดินทรุด โดยทรุดตัวประมาณปีละ 1–2 เซนติเมตร เนื่องจากมีการก่อสร้างอาคารและบ้านเรือนจำนวนมากบนพื้นที่ดินอ่อน
ปัจจัยที่สองคือระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยที่สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 4 มิลลิเมตร เมื่อเกิดน้ำทะเลหนุน ระดับน้ำสามารถส่งผลกระทบเข้ามาถึงพื้นที่พระราม 3 และพระราม 2 ขณะที่ยังมีปัจจัยจากฝนตกหนักและน้ำเหนือเข้ามาเสริม
กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ปลายน้ำและมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ จึงต้องรับน้ำจากหลายทิศทาง เมื่อน้ำเหนือไหลมาตามลุ่มน้ำ ขณะที่ฝนตกหนักในพื้นที่และน้ำทะเลหนุนพร้อมกัน ความสามารถในการระบายน้ำจะลดลง
กรุงเทพฯ จึงต้องพึ่งพาเครื่องสูบน้ำเป็นหลัก เพราะไม่สามารถระบายน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงได้ทั้งหมด น้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ จะไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ ก่อนระบายออกไปยังสมุทรปราการ
ปัญหานี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อกรุงเทพฯ ระบายน้ำออก พื้นที่ปลายน้ำอย่างสมุทรปราการต้องรับภาระมากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกันพื้นที่ชายฝั่งบางแห่งกำลังสูญหายจากการกัดเซาะ เช่น วัดขุนสมุทรจีนและแหลมฟ้าผ่า ขณะที่พื้นที่มหาชัยและพระราม 2 เผชิญปัญหาน้ำทะเลหนุนจนกระทบต่อการเดินทาง แม้ยังไม่รวมปัจจัยจากฝนตกหนัก
ปี 2050 ความเสี่ยงอาจกลายเป็นวิกฤตเมืองชายฝั่ง
เมื่อเข้าสู่ปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ความเสี่ยงจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่น้ำท่วมเป็นครั้งคราว แต่มีโอกาสกระทบต่อเมืองชายฝั่งและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
เมืองหลวงและเมืองท่าสำคัญในเอเชีย เช่น กรุงเทพมหานคร จาการ์ตา มะนิลา มุมไบ และธากา ล้วนเผชิญความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนและแผ่นดินทรุด จนอาจเกิดน้ำท่วมถาวรในบางพื้นที่
สนธิ กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เป็นการคาดการณ์ส่วนตัว แต่เป็นข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกและองค์กรระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรณีจาการ์ตาเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้ว เมื่ออินโดนีเซียตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปยังนูซันตารา หลังจากจาการ์ตาเผชิญปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินทรุดอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วม แต่ปัญหายังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
บทเรียนจากญี่ปุ่นก็สะท้อนความแตกต่างของระบบจัดการน้ำอย่างชัดเจน โดยมีกรณีฝนตกต่อเนื่อง 34 วัน แต่น้ำไม่ท่วม ขณะที่ประเทศไทยบางครั้งฝนตกเพียง 3 วันกลับเกิดน้ำท่วม
ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำอาจไม่ใช่เพียง “ถอดบทเรียน” หลังเกิดภัย แต่ต้องนำไปสู่ การปฏิรูป เพราะเหตุการณ์หาดใหญ่ เชียงราย เชียงใหม่ ปัว และกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นแล้วว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
“เรามีบทเรียนเยอะแล้ว จากนี้ไปไม่ต้องถอดบทเรียนแต่ต้องปฏิรูปเลย เพราะที่ผ่านมาเราติดล๊อกราชการมาก”
เตือนภัยต้องเชื่อมจาก “ชาติ” ถึง “ท้องถิ่น”
ขณะที่ เสรี ศุภราทิตย์ กล่าวว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใกล้ตัวมากจนประเทศไทยไม่สามารถเลื่อนการปรับตัวออกไปได้อีก
แผนงานต่าง ๆ ทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนน้ำต้องมีความยืดหยุ่น (Flexible) เพราะแม้ในแผนจะระบุถึง Nature-based Solution แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับแผนและไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงถึงเวลาต้องรื้อฟื้นและทบทวนแผน รวมถึงปฏิรูปการจัดการน้ำขนาดใหญ่
สำหรับระบบเตือนภัย ต้องแบ่งบทบาทระหว่าง National Alert และ Local Alert ให้ชัดเจน
- National Alert ควรรับผิดชอบภัยขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว พายุ การก่อการร้าย หรือภัยที่ต้องแจ้งเตือนในภาพกว้าง ส่วนภัยน้ำท่วมควรให้ท้องถิ่นเป็นผู้แจ้งเตือน เพราะท้องถิ่นรู้สภาพพื้นที่ดีที่สุด
- Local Alert เมื่อส่วนกลางแจ้งเตือนว่าพายุจะเข้าหรือมีร่องความกดอากาศ ท้องถิ่นตั้งแต่จังหวัด อำเภอ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องนำข้อมูลไปประเมินต่อว่า พื้นที่ของตนเองจะได้รับผลกระทบอย่างไร
หากท้องถิ่นขาดเครื่องมือหรืออุปกรณ์ รัฐบาลต้องเข้าไปสนับสนุนให้สามารถดำเนินการได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ท้องถิ่นรับผิดชอบโดยไม่มีขีดความสามารถ
- ระบบ Cell Broadcast จึงไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือส่งข้อความ แต่ต้องเชื่อมโยงกับข้อมูลพื้นที่จริง เช่น จุดที่น้ำจะล้นคลอง เส้นทางอพยพ และศูนย์พักพิง ขณะที่การเตือนภัยที่ดีจึงไม่ใช่เพียงบอกว่า “น้ำกำลังมา” แต่ต้องบอกประชาชนด้วยว่า “ต้องทำอะไร และไปที่ไหน”
กรุงเทพฯ ต้องใช้ข้อมูลล่วงหน้า ไม่ใช่รอฝนตก
สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สภาพอากาศที่แปรปรวนและแนวโน้มระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้การคาดการณ์เดิมเกี่ยวกับความเสี่ยงของกรุงเทพฯ ต้องนำกลับมาทบทวน
กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงจากน้ำสามส่วน ได้แก่ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน โดยสถานการณ์รุนแรงที่สุดคือฝนตกกระจายทั้ง 50 เขต และตกหนักเกินวันละ 100 มิลลิเมตร
การคาดการณ์ล่วงหน้ามีหลายระดับ ระยะ 7 วันอาจยังมีความคลาดเคลื่อน แต่ระยะ 3 วันสามารถใช้ประกอบการเตรียมตัวได้ ขณะที่ระยะประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนฝนตกจะมีข้อมูลจากเรดาร์ที่ช่วยให้เห็นสถานการณ์ชัดขึ้น
ปัญหาคือ หากรอข้อมูลจนเหลือเพียง 3 ชั่วโมง การเตรียมตัวอาจกลายเป็นความโกลาหล จึงต้องนำข้อมูลจากการพยากรณ์ระยะกลางมาเตรียมสถานการณ์ไว้ก่อน แล้วปรับแผนตามข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง
สิตางศุ์เสนอว่า ทุกจังหวัดควรมีสถานการณ์จำลองหลายระดับ โดยสามารถใช้แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ “รันแห้ง” หรือจำลองสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า เมื่อฝนตกในระดับใดก็สามารถนำกรณีที่ใกล้เคียงมาใช้ได้ทันที
แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการเก็บข้อมูลไว้ใน “ลิ้นชัก” เมื่อสถานการณ์จริงเกิดขึ้น ก็หยิบลิ้นชักที่ตรงกับสถานการณ์มาใช้ เพื่อแจ้งเตือนและวางมาตรการรับมือก่อนเกิดเหตุ
น้ำต้องถูกบริหารตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูฝน
สิตางศุ์ บอกว่า การบริหารจัดการน้ำมีทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤต ในภาวะปกติแต่ละหน่วยงานทำหน้าที่ตามภารกิจ เช่น กรมชลประทานจัดสรรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ฝน กรมทรัพยากรน้ำและกรมเจ้าท่าดำเนินภารกิจของตนเอง
แต่เมื่อมีแนวโน้มเกิดวิกฤต สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายมาประเมินล่วงหน้า ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
การบริหารเชิงรุกต้องเริ่มก่อนฤดูฝน หากคาดการณ์ว่าจะเป็นปีลานีญา และมีน้ำมาก ก็ต้องประเมินว่าควรพร่องน้ำจากเขื่อนเท่าใดเพื่อรองรับฝน ขณะเดียวกันต้องกำหนดเป้าหมายว่าต้นฤดูแล้งจะต้องมีน้ำเพียงพอใช้จนถึงฤดูฝนถัดไป
การบริหารน้ำจึงไม่ใช่เพียงการดูว่า “เขื่อนมีน้ำเท่าไร” แต่ต้องดูว่า น้ำจะเดินทางไปทางไหน เมื่อใด และหากระบายพร้อมกันจะกระทบพื้นที่ใด
หากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำมากพร้อมกัน น้ำจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่านจะไหลมารวมที่นครสวรรค์ ก่อนลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา การบริหารจึงต้องจัดจังหวะการระบายไม่ให้ปริมาณน้ำไหลมาถึงพื้นที่ท้ายน้ำพร้อมกันมากเกินไป
นี่คือการวางแผน “จราจรของน้ำ” ซึ่งต้องทำล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้น้ำมาถึงแล้วจึงตัดสินใจ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีข้อมูล” แต่อยู่ที่ตัดสินใจ
สิตางศุ์ กล่าวว่า หน่วยงานอย่างกรมชลประทานสามารถจำลองการเดินทางของน้ำได้ว่า น้ำจากนครสวรรค์จะถึงเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อใด หรือจากเขื่อนเจ้าพระยาไปยังอ่างทองใช้เวลาเท่าใด
แต่ข้อจำกัดคือ เมื่อคาดการณ์ว่าน้ำจะล้นตลิ่งหนึ่งเมตร ยังต้องตอบต่อว่าน้ำจะแผ่ออกไปในพื้นที่อย่างไร เพราะการดูเฉพาะระดับน้ำในลำน้ำยังไม่เพียงพอ
ฝนที่ตกในทุ่งและหมู่บ้านนอกเส้นทางน้ำสายหลักอาจใช้เวลาสามถึงห้าวันกว่าจะไหลเข้าสู่ลำน้ำ จึงต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาประเมินร่วมกัน
กรุงเทพมหานครเองมีข้อมูลว่าพื้นที่ใดท่วมก่อนและพื้นที่ใดแห้งช้ากว่า เช่น รามคำแหง บางกะปิ และมีนบุรี หากทราบล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกแช่หลายวัน ก็สามารถนำข้อมูลกายภาพเหล่านี้มาประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนเฉพาะพื้นที่ได้
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการมีข้อมูล แต่คือ การนำข้อมูลภาพใหญ่ไปย่อยเป็นข้อมูลระดับพื้นที่ แล้วเปลี่ยนเป็นคำสั่งและการปฏิบัติที่ทันเวลา
TDRI ชี้ “ระบบช่วยเหลือหลังน้ำท่วม” ไม่เพียงพออีกต่อไป
ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI กล่าวว่า ภัยพิบัติในอดีตมีความเป็นประจำและสัมพันธ์กับฤดูกาลมากกว่า ระบบป้องกันและรับมือจึงตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าภัยเกิดด้วยความถี่และความแน่นอนระดับหนึ่ง
แต่เมื่อรูปแบบภัยเปลี่ยนไป ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยอื่น ๆ ก็ไม่สามารถใช้วิธีเดิมได้ทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาไทยมักใช้วิธีเข้าไปช่วยเหลือเมื่อเกิดภัย รอให้น้ำลด แจกถุงยังชีพและเงินชดเชย จากนั้นให้ประชาชนฟื้นฟูบ้าน เศรษฐกิจ ธุรกิจ และชีวิตของตนเอง
วิธีนี้อาจพอรับมือได้หากภัยเกิดทุก 10 ปี แต่หากระยะห่างระหว่างภัยแคบลงเหลือ 5 ปี หรือ 3 ปี ประชาชนจะไม่มีเวลาฟื้นตัวเพียงพอ
“Single Command” ไม่ใช่แค่ตั้งผู้บัญชาการคนเดียว
ณัฐสิฏ กล่าวว่า การรับมือภัยพิบัติมักมีข้อเสนอให้ใช้ระบบบัญชาการเดียว หรือ Single Command แต่ต้องเข้าใจว่าการประสานงานกับการบัญชาการไม่เหมือนกัน การประสานงานคือแต่ละหน่วยงานยังมีอำนาจของตนเอง แล้วมาแบ่งปันข้อมูล ขอความช่วยเหลือ และทำงานร่วมกัน แต่การบัญชาการต้องมีผู้มีอำนาจตัดสินใจว่า หากภารกิจขัดแย้งกันจะให้งานใดสำคัญก่อน หรือหากต้องใช้ทรัพยากรร่วมกันจะจัดสรรให้ใครระบบบัญชาการที่แท้จริงจึงต้องประกอบด้วยผู้บัญชาการ อำนาจตัดสินใจ ระบบสื่อสาร ข้อมูล หน่วยปฏิบัติ และระบบรายงานผลย้อนกลับ หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน ต้องสามารถส่งข้อมูลกลับมาปรับแผนและถ่ายทอดคำสั่งไปยังหน่วยปฏิบัติได้
การตั้งบุคคลขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการเมื่อเกิดเหตุจึงไม่เพียงพอ เพราะอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน และขั้นตอนปฏิบัติต้องถูกสร้างและซ้อมไว้ก่อน
มีเรือยางไม่ได้แปลว่ามี “ขีดความสามารถ”
ณัฐสิฏ กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อทรัพยากรเป็นเรื่องจำเป็น แต่การมีทรัพยากรไม่ได้หมายความว่ามีขีดความสามารถ โดยการจัดการภัยจึงต้องแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ ภาวะปกติ ช่วงก่อนเกิดเหตุ ช่วงเกิดเหตุ และช่วงฟื้นฟู โดยขีดความสามารถต้องสร้างขึ้นตั้งแต่ภาวะปกติ
แต่ระบบของไทยมักไปสร้างระบบบัญชาการในช่วงเกิดเหตุ หรืออย่างดีที่สุดคือช่วงก่อนเกิดเหตุ ทำให้เมื่อถึงเวลาจริงกลับไม่มีขีดความสามารถที่พร้อมใช้งาน
“อำนาจ ,ความรับผิดชอบ,ขีดความสามารถ” ไม่ได้ไปด้วยกัน
ณัฐสิฏ กล่าวว่า TDRI สนับสนุนการกระจายอำนาจมาโดยตลอด แต่กรณีน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นบททดสอบสำคัญว่าโครงสร้างดังกล่าวสามารถรับมือวิกฤตได้ดีเพียงใด
กรุงเทพมหานครมีผู้บริหารจากการเลือกตั้งและได้รับการถ่ายโอนภารกิจหลายด้าน แต่แม้ผู้บริหารจะมีความสามารถและทุ่มเท ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างจะรองรับวิกฤตได้เสมอไป
สิ่งที่ควรมีคือ ระบบบัญชาการถาวร บุคคลสามารถเปลี่ยนได้ แต่ความรับผิดชอบด้านการป้องกัน การรักษาขีดความสามารถ การปฏิบัติการ และการฟื้นฟูต้องดำเนินต่อเนื่อง
อุปสรรคสำคัญคือข้อจำกัดเชิงสถาบัน แต่ละหน่วยงานมีกฎหมาย ตัวชี้วัด และตรรกะการทำงานของตนเอง ทำให้การทำงานข้ามหน่วยงานเกิดขึ้นได้ยาก
อีกปัญหาคือ อำนาจ ความรับผิดชอบ และความรับผิดรับชอบต่อผลลัพธ์ไม่ได้ไปพร้อมกัน
เทศบาลบางแห่งมีขนาดเล็กและภารกิจจำกัด แต่ถูกคาดหวังให้รับผิดชอบภารกิจจำนวนมาก จึงต้องปฏิรูปให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่เพิ่มความรับผิดชอบโดยไม่มีอำนาจและขีดความสามารถรองรับ
ก้าวข้าม“ถอดบทเรียน” ต้องไปสู่ “ปฏิรูป”
ข้อเสนอร่วมจากเวทีเสวนาคือ ประเทศไทยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยโครงการก่อสร้างหรือการเพิ่มเครื่องสูบน้ำเป็นรายจุดเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน ความเสี่ยงก็เปลี่ยนตาม
สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่การพยากรณ์ การจำลองสถานการณ์ การบริหารเขื่อน การระบายน้ำ การเตือนภัย การบัญชาการ ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเกิดภัย
แผนน้ำต้องยืดหยุ่น ระบบเตือนภัยต้องเชื่อมโยง ข้อมูลต้องถูกเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจ และขีดความสามารถต้องสร้างก่อนเกิดภัย
โดยเฉพาะระบบบัญชาการ ควรมีหน่วยงานหรือสำนักงานถาวรที่มีอำนาจข้ามหน่วยงาน มีภารกิจชัดเจน และทำงานต่อเนื่อง ไม่ใช่จัดตั้งเฉพาะเมื่อเกิดเหตุ
ท้ายที่สุด หากผลการทบทวนพบว่าโครงสร้างพื้นฐานหรือแผนที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2553 ไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผลการศึกษาต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย คือการเปลี่ยนจาก “ระบบที่รอให้เกิดภัยแล้วค่อยรับมือ” ไปสู่ “ระบบที่เตรียมพร้อมก่อนภัยจะมาถึง”
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง




