กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดรับฟังความเห็น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. (พ.ร.บ.โลกร้อน) ผ่านทางออนไลน์ในระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th ระหว่างวันที่ 10 มี.ค. จนถึง 9 เม.ย. 2569 ซึ่งการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 หลังจากก่อนหน้านี้ได้จัดรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว 2 รอบ เนื่องจากมีการปรับปรุงเนื้อหาร่างกฎหมายเพิ่มเติม จนกระทั่งเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวแล้ว เพื่อผลักดันกฎหมายด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ
กฎหมายที่มีอยู่ไม่เอื้ออำนวย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เกิดจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญและรับมือกับปัญหาที่ตามมา ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฤดูกาล การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เป็นต้น
ประกอบกับไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และแสดงเจตจำนงที่จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ในการนี้เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการจัดการผลกระทบและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งใช้โอกาสในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามาถในการแข่งขันทางการค้า และการลงทุน ทั้งยังดำเนินตามพันธกรณีระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกลไกภาคบังคับและกลไกส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ยกระดับความสามารถในการปรับตัว ฟื้นตัว สร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมไปสู่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืนอย่างบูรณาการ
ทั้งนี้กฎหมายที่มีใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมการดำเนินการดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณี โดยใช้ระบบคณะกรรมการ เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้มาตรการการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรการกลไกราคาคาร์บอนเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
มาตรการดังกล่าวนำไปสู่ประสิทธิผลในการบริหารจัดการปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยและความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อลดปริมาณการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลก รวมถึงใช้กลไกสนับสนุนทางการเงินในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศ สร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนกำหนดโทษที่เหมาะสมเพื่อให้ประเทศไทยสามารถควบคุมการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกลไกบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เป้าหมายป้องกันและลดความรุนแรงโลกร้อน
กฎหมายฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อรักษาไว้ซึ่งคุณภาพและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และความปลอดภัยในชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชาชน ปวงชนรุ่นหลัง และมนุษยชาติ โดยคำนึงถึงหลักความเสมอภาค ความเป็นธรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้จุดมุ่งหมายเพื่อจัดการปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ดังนี้
1. เปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและสังคมแบบคาร์บอนต่ำและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยกำหนดมาตรการและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในรูปแบบผสมผสานเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนครอบคลุมตลอดทั้งวงจรกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
2. เสริมสร้างศักยภาพการปรับตัวเพื่อให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศ พัฒนาระบบการคาดการณ์ และประเมินความเสี่ยงและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับจังหวัดและประเทศ สร้างกลไกการนำแผนการปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับความต้องการและสภาพความเป็นจริง ของภาคส่วนและพื้นที่ต่าง ๆ
3. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเสริมสร้างกลไกการให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทางวิชาการแก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กลไกพัฒนาขีดความสามารถและความตระหนักรู้ ของภาคเอกชนและประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รายละเอียด ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน
ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ประกอบด้วย 205 มาตรา มีทั้งหมด 14 หมวด และบทเฉพาะกาล โดยมีดังนี้
- ความทั่วไป มาตรา 1 – มาตรา 5
- หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 – มาตรา 7
- หมวด 2 เป้าหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย มาตรา 8 – มาตรา 9
- หมวด 3 คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มาตรา 10 – มาตรา 18
- หมวด 4 กองทุนภูมิอากาศ มาตรา 19 – มาตรา 39
- หมวด 5 แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มาตรา 40 – มาตรา 44
- หมวด 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก มาตรา 45 – มาตรา 67
- หมวด 7 การลดก๊าซเรือนกระจก มาตรา 68 – มาตรา 73
- หมวด 8 ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรา 74 – มาตรา 101
- หมวด 9 กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน มาตรา 102 – มาตรา 119
- หมวด 10 ภาษีคาร์บอน มาตรา 120 – มาตรา 149
- หมวด 11 คาร์บอนเครดิต มาตรา 150 – มาตรา 157
- หมวด 12 การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรา 158 – มาตรา 174
- หมวด 13 มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มาตรา 175 – มาตรา 177
- หมวด 14 บทกำหนดโทษ มาตรา 178 – มาตรา 199
- บทเฉพาะกาล มาตรา 200 – มาตรา 205
ความทั่วไป มาตรา 1 – มาตรา 5
1) วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติ มุ่งจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและสังคมแบบคาร์บอนต่ำ เสริมสร้างศักยภาพการปรับตัวเพื่อให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2) คำนิยาม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก๊าซเรือนกระจก การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คณะกรรมการประเมินผล เป็นต้น
3) รัฐมนตรีรักษาการ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวง และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของตน
หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 – มาตรา 7
เพื่อรับรองสิทธิของประชาชนและกำหนดการมีส่วนร่วมของแต่ละภาคส่วนในการจัดทำแผนและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้
1) กำหนดให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิที่จะได้รับแจ้งข้อมูลและการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าถึงข้อมูลของประเทศที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ แสดงความคิดเห็นและได้รับการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2) กำหนดให้การจัดทำแผนแม่บท แผนลดก๊าซเรือนกระจก และแผนการปรับตัว รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และประชาชน
หมวด 2 เป้าหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย มาตรา 8 – มาตรา 9
กำหนดเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะสั้น กลาง และยาวที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ทำให้การดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลผูกพัน เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยถือว่าเป้าหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของหน่วยงานรัฐทุกภาคส่วนซึ่งต้องบูรณาการเป้าหมายนี้ในแผนงานของตนและจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน
หมวด 3 คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มาตรา 10 – มาตรา 18
เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้
1) กำหนดให้มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งจากกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
2) กำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ เช่น พิจารณาเห็นชอบในการออกกฎหมายลำดับรองหรือหลักเกณฑ์ตามที่พระราชบัญญัตินี้กำหนด เสนอแนะนโยบาย มาตรการ รวมถึงการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์ ตลอดจนกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติเกี่ยวกับการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ผลประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ “กองทุนภูมิอากาศ” รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์และลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายเงินกองทุน เป็นต้น
หมวด 4 กองทุนภูมิอากาศ มาตรา 19 – มาตรา 39
ส่วนที่ 1 การจัดตั้ง รายได้ และการใช้จ่ายเงินของกองทุน
1) จัดตั้งกองทุนภูมิอากาศเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับใช้จ่ายในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เสมอภาคและเป็นธรรม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและศักยภาพให้กับประเทศไทยในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2) รายได้ของกองทุนมาจากหลายแหล่ง เช่น เงินรายได้ที่เกิดขึ้นจากระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน เงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงินบริจาค และดอกผลจากการลงทุน เป็นต้น
3) เงินกองทุนใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวิจัยและพัฒนา และการบริหารกองทุน
ส่วนที่ 2 คณะกรรมการกองทุนภูมิอากาศ: คณะกรรมการกองทุนประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน มีหน้าที่กำหนดนโยบายหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงิน การจัดสรรเงินทุน และการควบคุมการดำเนินงานของกองทุน โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกองทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม
ส่วนที่ 3 สำนักงานกองทุนภูมิอากาศ: กองทุนมีสำนักงานทำหน้าที่บริหารงานทั่วไป รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ดำเนินงานตามนโยบายของคณะกรรมการ จัดทำรายงานการดำเนินงาน และงบการเงินของกองทุน
ส่วนที่ 4 การบัญชีและการตรวจสอบ: กองทุนต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานอย่างถูกต้อง มีการตรวจสอบบัญชีทั้งจากผู้สอบบัญชีภายในและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปี เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและเปิดเผยต่อสาธารณะ
ส่วนที่ 5 การประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน: กำหนดให้ทุก 3 ปี ต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานของกองทุน โดยให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง “คณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน” เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ประเมินผลสัมฤทธิ์เทียบกับเป้าหมาย รายงานข้อจำกัดหรืออุปสรรค และทำข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งให้กองทุนเปิดเผยผลการประเมินให้ประชาชนทั่วไปทราบโดยเร็ว
หมวด 5 แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มาตรา 40 – มาตรา 44
1) การจัดทำและทบทวนแผนแม่บท คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบสำหรับการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้และเผยแพร่ต่อสาธารณะ และทบทวนแผนแม่บททุก 5 ปี
2) รายละเอียดของแผนแม่บท ประกอบด้วยข้อมูลที่สำคัญ เช่น ระยะเวลาบังคับใช้ สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัว รวมถึงแนวทางการดำเนินงาน และการติดตามผล
3) การติดตามและรายงานผล หน่วยงานรัฐต้องรายงานความคืบหน้าตามแผนแม่บทให้กรมทราบ กรมมีหน้าที่ติดตาม สนับสนุน และสรุปรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อคณะกรรมการทุกสองปี พร้อมเปิดเผยต่อสาธารณะ
4) การแก้ไขปัญหาและข้อขัดแย้ง หากพบว่าการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐไม่สอดคล้องกับแผนแม่บท หรือมีปัญหาอุปสรรค คณะกรรมการอาจสั่งให้กรมหารือกับหน่วยงานนั้นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคให้ได้ข้อยุติ หรืออาจมีข้อเสนอแนะการดำเนินการไปยังรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของหน่วยงานนั้นก็ได้
หมวด 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก มาตรา 45 – มาตรา 67
ส่วนที่ 1 บัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อจัดให้มีฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ กำหนดให้กรมมีอำนาจเรียกเก็บข้อมูลกิจกรรมการปล่อย การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่กำหนดรายสาขา (พลังงานและคมนาคมขนส่ง กระบวนการอุตสาหกรรม การเกษตร ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการจัดการของเสีย) จากหน่วยงานของรัฐที่เป็นหน่วยประสานงานหลักของสาขาในการทำบัญชีข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เมื่อมีความจำเป็นต้องกำหนดหน้าที่ให้เอกชนรายงานข้อมูลกิจกรรมแก่หน่วยงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการจัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ให้ทำโดยการออกกฎกระทรวงที่ระบุถึงบุคคลที่ต้องรายงานข้อมูล ข้อมูลกิจกรรมที่ต้องรายงาน วิธีการรายงานข้อมูล และกำหนดระยะเวลาการรายงานข้อมูล
ส่วนที่ 2 รายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล การรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล มีขึ้นเพื่อนำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะถูกไปศึกษา วิเคราะห์ และใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกและระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินการ ดังนี้
1) ผู้มีหน้าที่รายงาน นิติบุคคลตามกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนที่ลักษณะหรือดำเนินกิจการตามประเภทที่ระบุในกฎกระทรวง เป็นผู้มีหน้าที่รายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการทวนสอบแล้วตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนด
2) เนื้อหารายงาน ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลทั่วไปของนิติบุคคล ปริมาณการปล่อยหรือการลดก๊าซเรือนกระจก แผนการตรวจวัด และแผนการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมา เป็นต้น
3) การทวนสอบ รายงานต้องผ่านการทวนสอบโดยหน่วยงานที่ได้รับการรับรองระบบงานตามกฎหมายว่าด้วยการมาตรฐานแห่งชาติ และขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
4) การรับรองรายงาน ให้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) รับรองรายงานที่ได้รับการทวนสอบแล้วและนำส่งให้กรมภายในเวลาที่กำหนด
5) ระบบจัดการข้อมูล กรมต้องจัดให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือแพลตฟอร์มสำหรับการรับ เก็บรักษา นำส่ง และเปิดเผยข้อมูลรายงาน พร้อมทั้งรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่อาจเป็นความลับทางการค้า รวมถึงจัดการข้อมูลที่เกี่ยวกับการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจกให้มีความปลอดภัย และโปร่งใส
6) การเปิดเผยข้อมูล นิติบุคคลมีสิทธิยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อกรม เพื่อขอไม่ให้เปิดเผยข้อมูล หากข้อมูลดังกล่าวอาจกระทบสิทธิในความลับทางการค้า อย่างไรก็ตาม กำหนดให้ข้อมูลปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกรวมสุทธิของกิจการไม่ถือเป็นความลับและเปิดเผยต่อสาธารณะได้
หมวด 7 การลดก๊าซเรือนกระจก มาตรา 68 – มาตรา 73
1) การจัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก คณะกรรมการต้องจัดทำ “แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ” ให้สอดคล้องกับแผนแม่บท โดยต้องคำนึงถึงนโยบายพัฒนาประเทศ ขีดความสามารถของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ แผนนี้จะประกาศและเผยแพร่สู่สาธารณะ และหน่วยงานรัฐต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดในแผน
2) เนื้อหาของแผน ประกอบด้วยระยะเวลาบังคับใช้ รายงานสถานการณ์ ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายรายสาขา นโยบายและมาตรการ รวมถึงงบประมาณและแนวทางการติดตามผล
3) การผลักดันและติดตามผล กรมมีหน้าที่ริเริ่ม ผลักดัน และประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย และสรุปรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการทุกสองปี ตลอดจนเปิดเผยต่อสาธารณะ
4) การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้ง หากพบว่าการดำเนินงานไม่สอดคล้องกับแผนลดก๊าซเรือนกระจก คณะกรรมการสามารถสั่งให้กรมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไปยังรัฐมนตรีเจ้าสังกัด หากมีปัญหาอุปสรรคสำคัญ คณะกรรมการสามารถรายงานปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ
หมวด 8 ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรา 74 – มาตรา 101
ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS หรือ Cap and Trade) ในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกลไกภาคบังคับในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการกำหนดเพดานในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศ และดำเนินการจัดสรรจำนวนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้แผนการจัดสรรสิทธิผ่านวิธีการให้เปล่าหรือ/และการประมูล และมีมาตรการตรวจสอบและบทลงโทษกรณีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินสิทธิ
วัตถุประสงค์และประโยชน์
1) ควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยตรง โดยกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด ทำให้สามารถประกันได้ว่าการปล่อยก๊าซจะไม่เกินเพดานที่กำหนด
2) สร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยที่มีประสิทธิภาพ จูงใจการลงทุนในธุรกิจคาร์บอนต่ำและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาด นิติบุคคลที่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้มากกว่าที่กำหนดสามารถขายสิทธิที่เหลืออยู่ให้กับนิติบุคคลอื่น ทำให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ
3) ปรับเพดานการปล่อยก๊าซให้เข้มงวดขึ้นตามนโยบายและเป้าหมายของประเทศ ตามแต่ละช่วงเวลาที่บังคับใช้ทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ
4) มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติตามทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมตามบริบทและขีดความสามารถของประเทศ
5) มีแหล่งรายได้เพิ่มเติมที่นำกลับมาใช้ใหม่เป็นเงินสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (รายได้จากการประมูลสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและค่าปรับเป็นพินัยกรณีปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินสิทธิ)
โดยมีรูปแบบการดำเนินการดังนี้
ส่วนที่ 1 การกำกับดูแลระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้กรมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ดำเนินการจัดทำและปรับปรุงร่างแผนจัดสรร จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินการตามแผนจัดสรร ดำเนินการให้นิติบุคคลควบคุมได้รับการจัดสรรสิทธิ จัดให้มีระบบทะเบียนและบัญชีเพื่อการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
ส่วนที่ 2 แผนการจัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้กรมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จัดทำ “แผนการจัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ที่สอดคล้องกับแผนแม่บทและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งมีระยะเวลาไม่มากกว่าครั้งละห้าปีโดยมีรายละเอียด เช่น จำนวนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดเพื่อจัดสรรภายใต้แผนจัดสรร (เพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก emission cap) จำนวนสิทธิ ระยะเวลา หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดสรรสิทธิตามแต่ละปีดำเนินการ แยกตามแต่ประเภทและชนิดของกิจการ ขอบเขตของกิจการ และกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุม เป็นต้น
ส่วนที่ 3 การกำหนดนิติบุคคลควบคุม นิติบุคคลควบคุม คือ นิติบุคคลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามประเภทกิจการที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องขึ้นทะเบียนและดำเนินการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
ส่วนที่ 4 การจัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้กรมจัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่นิติบุคคลควบคุมตามจำนวน หลักเกณฑ์ ระยะเวลา และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดซึ่งต้องสอดคล้องกับแผนจัดสรร ซึ่งการจัดสรรสิทธิทำได้ในรูปแบบการให้เปล่าหรือการประมูล
ส่วนที่ 5 การตรวจสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นิติบุคคลควบคุมที่ต้องจัดทำและส่งรายงานการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามบังคับตามหมวด 6 ส่วนที่ 2 โดยอนุโลม
ส่วนที่ 6 การคืน เก็บ และหักกลบสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นิติบุคคลควบคุมต้องคืนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจำนวนที่เท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง โดยอาจร้องขอให้เก็บสิทธิหรือหักกลบสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องคืน นอกจากนี้นิติบุคคลควบคุมอาจนำหลักฐานการชำระราคาคาร์บอนภายใต้ระบบภาษีคาร์บอนตามหมวด 10 มายื่นคำขอต่อกรม เพื่อลดหย่อนราคาที่ต้องชำระในการประมูลสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ส่วนที่ 7 การซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือเป็นทรัพย์สิน และการโอน รับโอน ซื้อ ขาย หรือจำหน่าย โดยประการอื่นให้มีผลต่อเมื่อจดทะเบียนกับกรม และ สามารถทำได้ 3 ช่องทาง ดังนี้
1) การซื้อขายระหว่างนิติบุคคลควบคุมหรือแบบผู้ซื้อผู้ขายตกลงกันเองโดยตรง
2) การซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
3) การซื้อขายโดยช่องทางอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ทั้งนี้ กรมอาจใช้มาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาและปริมาณสิทธิที่ซื้อขาย หากเกิดความเปลี่ยนแปลงของราคาหรือธุรกรรมในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ มาตรการเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อปรับสมดุล โดยการจัดสรรหรือเพิกถอนสิทธิ รวมถึงกำหนดขอบเขตการถือสิทธิ เพื่อให้ตลาดดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพและเป็นธรรม
ส่วนที่ 8 อุทธรณ์ นิติบุคคลควบคุม หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิอุทธรณ์ต่ออธิบดีได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดในเรื่องการกำหนดนิติบุคคลควบคุม การจัดสรรสิทธิ การเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิ และการเพิกถอนสิทธิ
หมวด 9 กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน มาตรา 102 – มาตรา 119
เมื่อประเทศไทยมีการใช้กลไกราคาคาร์บอนทั้งระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอนตามพระราชบัญญัตินี้ อาจส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปต่างประเทศ หรือการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศเข้ามาแทนที่สินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตภายในประเทศไทย เพราะความเข้มงวดของนโยบายหรือกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหานี้ จึงกำหนดให้มีกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนสำหรับสินค้านำเข้าตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยมีการดำเนินการ ดังนี้
ส่วนที่ 1 การกำกับดูแล ให้กรมภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ มีหน้าที่จัดทำระบบทะเบียน บัญชี และข้อมูลเกี่ยวกับการปรับราคาคาร์บอน รวมถึงบัญชีของผู้นำเข้าแต่ละรายเพื่อจัดเก็บข้อมูล และให้คำแนะนำ พัฒนาศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดให้มีการประเมินและวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการกลไกฯ ด้วย
ส่วนที่ 2 การขึ้นทะเบียนและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้า ผู้นำเข้าสินค้าตามที่กำหนดต้องขึ้นทะเบียนและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้า
ส่วนที่ 3 การชำระและลดหย่อนราคา ผู้นำเข้าต้องชำระราคาใบรับรองการปรับราคาคาร์บอนตามเป็นจำนวนเท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้า โดยพิจารณาจากราคาเฉลี่ยของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จัดสรรโดยการประมูลในระยะปีที่ดำเนินการ และขอบเขตที่สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รับการจัดสรรแบบให้เปล่า และอาจขอลดหย่อนราคาได้หากมีการชำระราคาคาร์บอนไปแล้วในประเทศผู้ผลิตสินค้า นอกจากนี้ ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการชำระราคาใบรับรองฯ เกิน ผู้นำเข้ามีสิทธิขอคืนเงินได้ภายใน 30 วันหลังจากที่ได้ชำระไปแล้ว
ส่วนที่ 4 การนำเข้าสินค้า การขึ้นทะเบียนผู้นำเข้าเป็นเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติก่อนการนำสินค้านำเข้า ออกจากอารักขาศุลกากร ทั้งนี้กรมศุลกากรมีหน้าที่จัดส่งข้อมูลที่จำเป็นให้กรมเพื่อประเมินการปรับราคาคาร์บอน
ส่วนที่ 5 อุทธรณ์ ผู้นำเข้าที่ประสงค์จะโต้แย้งคำตัดสินเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนหรือการวินิจฉัยใบรับรองการปรับราคาคาร์บอนสามารถยื่นอุทธรณ์ต่ออธิบดีได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
หมวด 10 ภาษีคาร์บอน มาตรา 120 – มาตรา 149
ภาษีคาร์บอนในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกลไกภาคบังคับในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการกำหนดต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเงินภาษีและเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมและ ผู้นำเข้าสินค้าที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการชำระภาษีจะขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้า ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ไม่เกินอัตราที่ระบุไว้ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีท้ายพระราชบัญญัตินี้
วัตถุประสงค์และประโยชน์
1) ควบคุมต้นทุนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาษีคาร์บอนกำหนดต้นทุนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งช่วยให้การจัดการต้นทุนเป็นไปอย่างชัดเจนและคาดการณ์ได้
2) สร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ว่าภาษีคาร์บอนอาจไม่มีแรงจูงใจในการกระตุ้นการลงทุนคาร์บอนต่ำเท่ากับ ETS แต่การจ่ายภาษีจะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพยายามลดการใช้สินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อประหยัดต้นทุน
3) ขั้นตอนปฏิบัติที่ไม่ซับซ้อน ภาษีคาร์บอนเป็นระบบที่เรียบง่ายกว่าระบบ ETS ในแง่ของการจัดการและการบังคับใช้ ทำให้การบริหารจัดการสะดวกและเข้าใจได้ง่าย
4) แหล่งรายได้ที่แน่นอนสำหรับรัฐบาล รายได้จากภาษีคาร์บอนจะต้องนำส่งคลังเป็นรายได้ของรัฐ ไม่สามารถนำรายได้ในส่วนนี้จัดเก็บเข้ากองทุนภูมิอากาศได้ (ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ)
5) การคาดการณ์ต้นทุนได้ง่าย ภาษีคาร์บอนช่วยให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์ต้นทุนที่ต้องจ่ายตามปริมาณการปล่อย ซึ่งสามารถช่วยให้มีการวางแผนและบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น
โดยมีรูปแบบการดำเนินการดังนี้
ส่วนที่ 1 ภาษีคาร์บอนจากสินค้า
ให้มีการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้าตามกฎหมายนี้ โดยผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าต้องชำระภาษีตามปริมาณสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้าตามอัตราภาษีที่กำหนดในกฎกระทรวง ไม่เกินอัตราที่ระบุไว้ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีท้ายพระราชบัญญัตินี้ และความรับผิดในการเสียภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อ
- กรณีสินค้าที่ผลิตขึ้นในไทยต้องจ่ายภาษีเมื่อสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือจากคลังสินค้าทัณฑ์
- กรณีนำเข้าสินค้า ต้องจ่ายภาษีเมื่อนำของเข้ามาสำเร็จ
ส่วนที่ 2 การยื่นแบบและชำระภาษี กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบการเรียกเก็บภาษี ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้นำเข้าต้องยื่นแบบและชำระภาษีตามกำหนด
ส่วนที่ 3 การประเมินและการวางประกันภาษี เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการประเมินภาษีและจัดทำรายการภาษีให้ถูกต้อง หากผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ยื่นแบบหรือยื่นไม่ถูกต้อ
ส่วนที่ 4 การอุทธรณ์ การประเมินภาษีผู้มีหน้าที่เสียภาษีสามารถอุทธรณ์การประเมินต่อรัฐมนตรีได้และหากไม่พอใจคำวินิจฉัยสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้
ส่วนที่ 5 การยกเว้นและการลดหย่อนภาษี ผู้ประกอบอุตสาหกรรมสามารถขอลดหย่อนภาษีสำหรับสินค้าที่ใช้เป็นวัตถุดิบ และในกรณีที่จ่ายภาษีเกิน สามารถขอคืนได้ตามกฎหมาย
ส่วนที่ 6 บัญชีและหลักฐานการเสียภาษี ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้นำเข้าต้องจัดทำบัญชีและเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
ส่วนที่ 7 เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กำหนดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในกรณีที่ไม่ชำระภาษีหรือยื่นแบบไม่ถูกต้อง โดยสามารถงดหรือลดเบี้ยปรับได้ตามหลักเกณฑ์
ส่วนที่ 8 การบังคับชำระภาษีค้าง รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งยึดและขายทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษี เพื่อชำระภาษีที่ค้าง โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากศาล
ส่วนที่ 9 การจัดเก็บภาษีเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องเสียภาษีเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยกรมสรรพสามิตและศุลกากรจะส่งเงินที่จัดเก็บได้ให้กับกระทรวงมหาดไทย
หมวด 11 คาร์บอนเครดิต มาตรา 150 – มาตรา 157
ส่วนที่ 1 การจัดการและการใช้คาร์บอนเครดิต เพื่อจัดการคาร์บอนเครดิตอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศ สร้างความโปร่งใสในการติดตามและตรวจสอบ พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน
1) กำหนดคุณสมบัติและการใช้คาร์บอนเครดิต คาร์บอนเครดิตเป็นทรัพย์สิน การใช้คาร์บอนเครดิตตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องมาจากโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย หากเป็นการใช้ระหว่างประเทศต้องสอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ และได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ
2) กำหนดการจัดการคาร์บอนเครดิต มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการใช้คาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ ปรับปรุงข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันการนับซ้ำ รวมถึงมีระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนติดตามการโอนและการใช้คาร์บอนเครดิตผ่านระบบทะเบียน
ส่วนที่ 2 ธุรกิจและบริการคาร์บอนเครดิต เพื่อกำกับดูแลการซื้อขายและการโอนคาร์บอนเครดิตให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในตลาดคาร์บอนเครดิต
- กำหนดวิธีการการซื้อขายและการจดทะเบียนการโอน การซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตามแต่กรณีซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือการโอนโดยตรงระหว่างบุคคล โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่องค์การกำหนด ซึ่งการโอนคาร์บอนเครดิตจะสมบูรณ์เมื่อมีการจดทะเบียนกับองค์การ
- กำหนดมาตรฐานของผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการรับรอง ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตต้องขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการองค์การตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และผู้ให้บริการรับรองต้องมีมาตรฐาน การรับรองคาร์บอนเครดิตต้องมีมาตรฐานที่ไม่ต่ำกว่าที่กำหนด และต้องรายงานการดำเนินงานต่อองค์การ
หมวด 12 การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรา 158 – มาตรา 174
เพื่อให้มีมาตรการที่จำเป็นต่อการปรับตัวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงภัยและผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต กำหนดให้ดำเนินการ ดังนี้
ส่วนที่ 1 การจัดทำข้อมูลและองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการวางแผนและขับเคลื่อนการดำเนินการ
1) การจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลภูมิอากาศ กรมร่วมกับหรือสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดทำข้อมูลภูมิอากาศที่เข้าถึงได้และทันสมัย เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานใช้ในการวางแผนและปรับตัว
2) การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ กรมร่วมกับหรือสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประเมินความเสี่ยงและผลกระทบจากกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในด้านต่าง ๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น โดยต้องคำนึงถึงทั้งข้อมูลทางวิชาการและผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และประชาชน
3) การเข้าถึงและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ กรมสามารถเข้าถึงหรือเรียกข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4) การแจ้งผลการประเมินและการแก้ไขปัญหา กรมมีหน้าที่แจ้งผลการประเมินความเสี่ยงไปยังหน่วยงานรัฐและประชาชน เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยง รวมทั้งรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการในกรณีที่เกิดปัญหาความขัดแย้งหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน
ส่วนที่ 2 การจัดทำและขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
1) การจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ คณะกรรมการต้องจัดทำแผนปรับตัวระดับชาติ ที่กำหนดแนวทางสนับสนุนและมาตรการในการลดความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2) การดำเนินงานและงบประมาณ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบในการดำเนินการตามแผน โดยกำหนดระยะเวลาเป้าหมาย และงบประมาณสำหรับการดำเนินการตามแผน ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องรายงานความคืบหน้าให้กรมทราบ
3) การสนับสนุนแผนระดับจังหวัดและท้องถิ่น จังหวัดหรือท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องจัดทำแผนปฏิบัติการในระดับจังหวัด โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การวางแผนปรับตัวสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่นั้น
4) การรายงานและการแก้ไขปัญหา กรมต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ และเผยแพร่ต่อสาธารณะทุกสองปี รวมทั้งหากพบความขัดแย้งในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงาน ต้องหารือเพื่อแก้ไขปัญหา หรือรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี
หมวด 13 มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มาตรา 175 – มาตรา 177
1) มาตรฐานกลาง คณะกรรมการต้องจัดทำมาตรฐานกลางที่เรียกว่า “มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจตรงกันและมีจุดยึดโยงให้นำไปใช้อ้างอิงในการประเมินสถานะการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วางแผนเชิงกลยุทธ์ กำหนดนโยบาย และแผนปฏิบัติการ รวมถึงจัดสรรและใช้จ่ายเงินทุนได้อย่างมีมาตรฐานสอดคล้องกัน
2) กระบวนการจัดทำ แบ่งการจัดทำออกเป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสมและความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ได้มาตรฐานที่ครอบคลุมและสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
3) องค์ประกอบ มาตรฐานนี้ต้องมีองค์ประกอบ เช่น ขอบเขตวัตถุประสงค์ทางสิ่งแวดล้อม ขอบเขตกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลักเกณฑ์การประเมิน และตัวชี้วัดสำหรับการประเมินผลกระทบของกิจกรรมเหล่านั้น เป็นต้น
4) การบังคับใช้ คณะกรรมการจะประกาศหลักเกณฑ์การบังคับใช้มาตรฐานนี้ในกรณีต่าง ๆ เช่น การจัดทำนโยบาย แผนปฏิบัติการ มาตรการลดก๊าซเรือนกระจก การใช้จ่ายเงินกองทุน การรายงานข้อมูลจากนิติบุคคลในระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกรณีอื่น ๆ ตามที่ประกาศ เป็นต้น
หมวด 14 บทกำหนดโทษ มาตรา 178 – มาตรา 199
เพื่อป้องกันยับยั้งมิให้มีการกระทำฝ่าฝืนมาตรการบังคับ รวมถึงป้องกันมิให้เกิดผลร้ายอันเกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนนั้น และจูงใจให้บุคคลภายใต้บังคับปฏิบัติตามกฎหมาย พระราชบัญญัตินี้กำหนดโทษทางอาญาและโทษทางพินัยตามระดับความรุนแรงของผลกระทบจากการกระทำความผิด ในกรณีดังต่อนี้
1) ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการรายงานข้อมูล เช่น ผู้ใดจงใจรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อมูลอันพึงรายงาน มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5 ล้านบาท หรือ 3 เท่าของมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าว แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
2) ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ผู้ใดไม่คืนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคืนไม่ครบ (หมายความว่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินสิทธิที่ตนมี) มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยจำนวนไม่เกิน 3 เท่าของราคาเฉลี่ยของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จัดสรรโดยการประมูลในระยะปีดำเนินการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นของจำนวนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่คืนหรือคืนไม่ครบ
3) ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน เช่น ผู้ใดไม่ชำระราคาใบรับรองการปรับราคาคาร์บอนมีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยจำนวนไม่เกิน 5 ล้านบาท หรือ 3 เท่าของมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าว แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
4) ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยภาษีคาร์บอน เช่น ผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อบังคับชำระภาษีค้างต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 4 แสนบาท
5) ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยคาร์บอนเครดิต เช่น ผู้ใดประกอบธุรกิจคาร์บอนเครดิตโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ต้องชำระค่าปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 พันบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
บทเฉพาะกาล มาตรา 200 – มาตรา 205
เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับการออกกฎหมายลำดับรองที่เร่งด่วน พร้อมทั้งยกเว้นหน้าที่ตามกฎหมายบางประการเพื่อบรรเทาภาระในช่วงเริ่มต้นของผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ตลอดจนกำหนดแนวทางจัดการรายได้ในช่วงรอกองทุนบังคับใช้
1) การจัดตั้งคณะกรรมการในช่วงเริ่มต้น คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการตามตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวไม่เกิน 90 วันนับจากพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้
2) ความต่อเนื่องของแผนที่มีอยู่ เพื่อให้การดำเนินนโยบายและแผนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความต่อเนื่อง แผนแม่บทและยุทธศาสตร์ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้จะใช้เป็นแผนภายใต้พระราชบัญญัตินี้
3) การใช้ระเบียบเก่าต่อเนื่อง ระเบียบ คำสั่ง หรือประกาศที่ออกก่อนพระราชบัญญัตินี้จะยังคงมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการออกระเบียบใหม่ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้
4) การออกกฎกระทรวง เรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล ให้ดำเนินการออกกฎกระทรวงภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ
5) การยกเว้นการชำระใบรับรองการปรับราคาคาร์บอน ในสองปีแรกของการดำเนินกลไกการปรับราคาคาร์บอน จะยกเว้นการชำระราคาใบรับรองสำหรับผู้นำเข้าเพื่อบรรเทาภาระ
6) การจัดการเงินรายได้ของกองทุนในช่วงรอกองทุนบังคับใช้ ในระหว่างที่หมวด 4 กองทุนภูมิอากาศยังไม่มีผลใช้บังคับ (2 ปีแรก) หากมีรายได้หรือเงินอื่นใดที่กฎหมายกำหนดให้เป็นของกองทุน ให้หน่วยงานที่จัดเก็บนำฝากไว้ใน “บัญชีแยกเฉพาะ” ก่อน และเมื่อหมวดกองทุนมีผลบังคับใช้แล้ว จึงให้โอนเงินดังกล่าวเข้ากองทุนโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




