ความเสมอภาคในการเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยกำลังกลายเป็นปัญหาของเด็กไทยมานานและกำลังสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น หลังภายมหาวิทยาลัยเพิ่มสัดส่วนการคัดเลือกผ่านระบบพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) แม้จะเป็นการเปิดให้ผู้สมัครได้แสดงศักยภาพมากขึ้น แต่กลับซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำการศึกษาให้ปัญหารุนแรงขึ้น
ในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานเชิงวิเคราะห์ เรื่อง “Portfolio กับเส้นทางการเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย” ชี้ให้เห็นว่า การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อโดยพิจารณาเพียงคะแนนสอบหรือผลการเรียน ไม่สามารถสะท้อนศักยภาพ ความพร้อม และความเหมาะสมของผู้สมัครได้อย่างรอบด้าน มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกจึงเริ่มปรับใช้แนวทางการคัดเลือกแบบองค์รวม (Holistic Admissions) ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินที่อาศัยเกณฑ์หลากหลาย ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และสมรรถนะเชิงปฏิบัติ
ในปี 2566 วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา 85% ได้ประกาศลดบทบาทหรือยกเลิกการใช้คะแนนสอบเป็นเงื่อนไขหลักในการรับสมัคร และหันมาให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น กิจกรรมนอกหลักสูตร เรียงความ และจดหมายรับรอง เพื่อประเมินผู้สมัครในมิติที่หลากหลายและสอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น
แนวคิดการคัดเลือกแบบองค์รวมได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในไทย ผ่านการรับสมัครในรอบ พอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) ภายใต้ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) ของประเทศไทย (TCAS) ซึ่งพัฒนาโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาการสมัครสอบหลายครั้ง ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน และการกีดกันโอกาสของผู้อื่น โดยปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 4 รอบ ได้แก่
- Portfolio เน้นการพิจารณาความสามารถพิเศษ กิจกรรม ผลงาน รางวัล หรือเกรดเฉลี่ย โดยไม่มีการสอบข้อเขียน
- โควตา (Quota) เน้นพื้นที่เครือข่ายสถานศึกษา หรือความสามารถเฉพาะด้าน
- แอดมิชชั่น (Admission) ใช้คะแนนสอบกลาง
- รับตรงอิสระ (Direct Admission) ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายสำหรับสถาบันที่ยังมีที่นั่งคงเหลือ
ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ รอบ Portfolio ได้กลายเป็นช่องทางหลักในการรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไทย โดยสัดส่วนการรับสมัครของรอบดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 21.5% ในปี 2561 เป็น 36.3% ในปี 2568 ขณะที่รูปแบบการรับสมัครอื่นมีแนวโน้มลดลงทั้งหมด
สัดส่วนที่นั่งที่เปิดรับสมัครจำแนกตามรูปแบบการรับสมัคร

นอกจากนี้บางคณะในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งใช้การคัดเลือกผ่าน Portfolio เป็นช่องทางหลักของการรับสมัคร และในบางกรณียังเปิดรับสมัครซ้ำหลายครั้งภายใต้รูปแบบดังกล่าว ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการคัดเลือกที่อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาในมหาวิทยาลัย
การขยายบทบาทของการคัดเลือกผ่าน Portfolio ถือเป็นการเปลี่ยนเงื่อนไขความได้เปรียบในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิยาลัยอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่การแข่งขันใช้ระบบมาตรฐานเดียว เปลี่ยนไปสู่ระบบที่ให้คุณค่ากับความสามารถของผู้สมัครในการสะสมและนำเสนอกิจกรรม ประสบการณ์ และพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของตนเอง ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของสถาบัน
ตัวอย่างสัดส่วนการรับสมัครในรูปแบบต่าง ๆของมหาวิทยาลัยมหิดล จำแนกตามคณะ ปีการศึกษา 2568

โดยกระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง คำแนะนำที่เหมาะสม โอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมที่สถาบันให้คุณค่าสูง ตลอดจนทักษะในการถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นผ่าน Portfolio ซึ่งล้วนพึ่งพาทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้การคัดเลือกผ่าน Portfolio มีแนวโน้มจะเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่มีต้นทุนสูงกว่า กระทบต่อความเป็นธรรมของระบบการคัดเลือกในภาพรวม ดังนี้
ความเหลื่อมล้ำด้านโรงเรียน
เกณฑ์การยื่น Portfolio สูงขึ้นและเฉพาะตัวมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมามหาวิทยาลัยแนวหน้าของประเทศ โดยเฉพาะในคณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ได้ปรับเกณฑ์การรับสมัครให้เข้มข้นและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์จากโครงการ หรือการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการมีโครงงานวิจัย หรือผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีคะแนนสอบภาษาในระดับสูง เช่น IELTS ไม่น้อยกว่า 7.0 หรือ TOEFL (Internet-Based) ไม่น้อยกว่า 100 คะแนน เป็นต้น แม้การยกระดับเกณฑ์ดังกล่าวช่วยให้มหาวิทยาลัยคัดเลือกผู้สมัครที่มีความพร้อมมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ได้ผลักภาระไปที่ต้นทุนของผู้สมัคร ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และโอกาสในการสะสมผลงาน
ดังนั้นผู้สมัครจากครัวเรือนหรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรสูงย่อมได้เปรียบในการเตรียมตัว ในทางกลับกันผู้สมัครที่มีทรัพยากรจำกัดต้องแบ่งเวลาและพลังงานไปกับภาระอื่น เช่น การทำงานช่วยครอบครัว หรือการเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพเชิงโครงสร้างต่ำกว่า แม้ว่าผู้สมัครทั้งสองกลุ่มจะมีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรก็ทำให้ผู้สมัครบางกลุ่มไม่สามารถแสดงศักยภาพนั้นออกมาในรูปแบบที่ระบบการคัดเลือกสามารถมองเห็นได้อย่างเต็มที่
เกิดอาชีพรับจ้างทำแฟ้มผลงาน
การจัดเตรียม Portfolio ส่งเสริมการสะสมผลงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ภายใต้ระบบการคัดเลือกปัจจุบัน การจัดทำ Portfolio มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลงานให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดและแสดงความหลากหลายของกิจกรรม มากกว่าการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกหรือการพัฒนาความสนใจอย่างต่อเนื่องของผู้เรียน
โดยนักเรียนบางส่วนถูกผลักดันให้เร่งทำกิจกรรมภายในระยะเวลาจำกัด เช่น การทำโครงงานวิจัยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีชื่อในบทความวิชาการทั้งที่มีส่วนร่วมจำกัด การฝึกงานระยะสั้นในหน่วยงานที่มีชื่อเสียงโดยมุ่งหวังหนังสือรับรองมากกว่าการเรียนรู้จริง รวมถึงการเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการและการแข่งขันทางวิชาการจำนวนมากเพื่อสะสมเกียรติบัตร เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงบิดเบือนเป้าหมายของการเรียนรู้ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น ค่ายเตรียมความพร้อมในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือบริการรับจ้างทำโครงงาน ส่งผลให้ความสามารถในการลงทุนถูกแปลงเป็นความได้เปรียบในการคัดเลือกและยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา
โรงเรียนชนบทเสียเปรียบ
โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกในรอบ Portfolio โดยงานศึกษาของจันทิมา ชัยยะศิริสุวรรณ และคณะ (2568) บ่งชี้ว่า สถานศึกษาขนาดเล็กนอกจากได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างจำกัดแล้ว ยังขาดการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้ปกครองและศิษย์เก่า ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการจัดกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยให้คุณค่าสูงภายใต้ระบบ Portfolio
ขณะเดียวกันโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมักประสบปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายครูบ่อยครั้ง ส่งผลให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งครูก็มีภาระงานสูงจนไม่สามารถดูแลหรือให้คำปรึกษาเชิงลึกในการพัฒนาผลงานของนักเรียนได้อย่างเพียงพอ
ในทางตรงกันข้ามโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ และโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างเป็นระบบ เช่น ค่ายวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ผ่านงานวิจัย และการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ซึ่งช่วยให้นักเรียนมีโอกาสสะสมผลงานที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกโดยตรง
ความแตกต่างด้านทรัพยากรและศักยภาพของโรงเรียนจึงส่งผลโดยตรงต่อโอกาสของนักเรียนในการแข่งขันรอบ Portfolio ทำให้ความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการคัดเลือกไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับเงื่อนไขของสถานศึกษาที่สังกัดอยู่ด้วย
Portfolio ต้นทุนสูงเป็นอุปสรรคเด็กยากจน
การสมัครรอบ Portfolio มีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเด็กที่ครัวเรือนมีรายได้น้อย แม้ อว. จะยกเว้นค่าธรรมเนียมการสมัครสอบ TGAT และ TPAT ซึ่งใช้เป็นคะแนนประกอบการคัดเลือกในรอบ Quota, Admission และ Direct Admission รวมถึงสนับสนุนค่าธรรมเนียมการเลือกอันดับในรอบ Admission ไม่เกิน 600 บาทต่อคน แต่นักเรียนไทยจำนวนมากกลับเลือกสมัครเข้าศึกษาต่อในรอบ Portfolio ซึ่งมีค่าธรรมเนียมการสมัครและการสอบสัมภาษณ์ในระดับสูง โดยบางคณะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 3,000 บาท
นอกจากนี้ ผู้สมัครยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ที่อาจสูงเกือบ 8,000 บาทต่อครั้ง ค่าสมัครเข้าค่ายหรือกิจกรรมเสริมที่บางโครงการมีค่าใช้จ่ายสูงหลักหมื่นบาท ตลอดจนค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน เป็นต้น
ข้อจำกัดป้องกันทุจริต
การคัดเลือกผ่าน Portfolio เผชิญปัญหาด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลงานผู้สมัคร โดยเฉพาะการทุจริตในรูปแบบการแอบอ้างหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาใช้เป็นของตนเอง แม้ ทปอ. จะมีการออกคำเตือนว่าการให้ข้อมูลเท็จหรือการจ้างทำ Portfolio เข้าข่ายการทุจริตและอาจมีความผิดทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบรายละเอียด ดังที่ปรากฏในข่าวกรณีผู้สมัครรายหนึ่งนำผลงานซอฟต์แวร์และเกมที่ไม่ได้พัฒนาด้วยตนเองมาใส่ไว้ใน Portfolio จนผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นและมีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์ในหลายมหาวิทยาลัย ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะถูกเปิดเผยจากการร้องเรียนของเจ้าของผลงาน
เหตุการณ์นี้สะท้อนข้อจำกัดของกลไกการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบคัดเลือกมีความเสี่ยงในการคัดกรองผู้ที่นำเสนอผลงานได้ดีกว่าผู้ที่มีความสามารถและการเรียนรู้จริง โดยเฉพาะในยุคที่ AI และเครื่องมือดิจิทัลทำให้การสร้าง ดัดแปลง หรือเลียนแบบผลงานทำได้ง่ายขึ้น
มาตรการแก้ไขในต่างประเทศ
เมื่อพิจารณาประสบการณ์จากหลายประเทศที่ใช้การคัดเลือกผ่าน Portfolio ในการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย พบว่าประสบปัญหาคล้ายคลึงกับประเทศไทย และมีแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ อาทิ
1. การปรับปรุงเงื่อนไขและข้อกำหนดการรับสมัคร โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ ได้ผลักดันมาตรการเพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมของระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
- การลดบทบาทของปัจจัยนอกหลักสูตรที่เอื้อต่อความเหลื่อมล้ำ เช่น การยกเลิกการนำกิจกรรมนอกหลักสูตร เรียงความแนะนำตัว และจดหมายรับรองมาใช้ในการคัดเลือก รวมถึงจำกัดรายการผลงานที่สามารถนำเสนอได้ เพื่อป้องกันการแข่งขันสะสมผลงานและอิทธิพลของการศึกษาเอกชน
- การเสริมสร้างความโปร่งใสและความเป็นมืออาชีพของกระบวนการคัดเลือก โดยการเปิดเผยเกณฑ์การประเมินการพิจารณาผู้สมัครโดยตัดข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนหรือสะท้อนฐานะทางสังคมออกจากเอกสารสมัคร และการเพิ่มกลไกตรวจสอบจากภายนอก
- การปรับโครงสร้างระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยเพิ่มสัดส่วนการรับเข้าผ่านการสอบวัดความสามารถทางวิชาการ ลดความซับซ้อนของกระบวนการคัดเลือกเฉพาะทาง และจัดสรรที่นั่งหรือเกณฑ์คัดเลือกเฉพาะสำหรับผู้สมัครจากกลุ่มหรือพื้นที่ด้อยโอกาส โดยประเมินความสามารถควบคู่ไปกับบริบททางสังคม เพื่อขยายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการอุดมศึกษา
2. การพัฒนาระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้สมัคร โดยสหราชอาณาจักร มีระบบตรวจสอบเรียงความแนะนำตัวของผู้สมัคร โดยใช้ซอฟต์แวร์เปรียบเทียบเนื้อหากับฐานข้อมูลเรียงความในปีเดียวกันปีก่อนหน้า และจากแหล่งออนไลน์ เพื่อระบุข้อความที่มีความคล้ายคลึงกันในระดับที่อาจเข้าข่ายการคัดลอกผลงาน หากตรวจพบความคล้ายคลึงในระดับที่มีนัยสำคัญ ระบบจะแจ้งข้อมูลไปยังมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุสัดส่วนของเนื้อหาที่คล้ายคลึงและแหล่งที่มาของข้อความ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาใบสมัคร
แนวทางของประเทศข้างต้นสะท้อนว่า การรับสมัครโดยใช้ Portfolio ต้องคำนึงถึงบริบทเชิงโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง มิฉะนั้นกระบวนการคัดเลือกอาจกลายเป็นกลไกที่ตัดโอกาสของนักเรียนกลุ่มเปราะบาง
สำหรับประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ โดยในปี 2568 อว. ได้ประกาศนโยบายด้านอุดมศึกษา ปี 2570 ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยปรับลดสัดส่วนการรับนักศึกษาผ่านรอบ Portfolio เท่าที่จำเป็นและร่วมกันพัฒนา Portfolio มาตรฐานกลาง ซึ่ง ทปอ. ได้เริ่มพัฒนาระบบ TCASFolio เป็นเครื่องมือจัดทำแฟ้มสะสมผลงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเปิดให้ทดลองใช้งานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568
สัดส่วนการยื่นสมัคร TCAS ปี 2568 จำแนกตามรูปแบบการรับสมัคร (ร้อยละ)

แนวทางสร้างความเท่าเทียมในระบบ Portfolio
อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ระบบ TCAS บรรลุเป้าหมายในการสร้างความเท่าเทียม ลดความกดดันจากการสอบแข่งขัน และเอื้อให้นักเรียนสามารถวางแผนสมัครและเตรียมความพร้อมเข้าสู่คณะหรือสาขาที่สนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานด้านการศึกษาในทุกระดับจำเป็นต้องพัฒนาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบ Portfolio ควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. โรงเรียนในพื้นที่เดียวกันควรรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและโอกาสการเรียนรู้ เช่น เปิดโอกาสให้นักเรียนจากโรงเรียนที่ขาดแคลนได้ไปใช้อุปกรณ์ของโรงเรียนที่มีความพร้อมมากกว่า โรงเรียนในเครือข่ายร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือทำโครงงานและทดลองจริง รวมถึงจัดค่ายสอนการจัดทำ Portfolio โดยมีครู/ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ และจัดกิจกรรมซ้อมสัมภาษณ์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์รับสมัครของมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเตรียมตัวได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น
2. มหาวิทยาลัย ควรแสดงความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน มุ่งประเมินผลงานและกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาเป็นหลัก ควบคู่กับการพิจารณาแฟ้มสะสมผลงานที่ตัดข้อมูลระบุตัวตนหรือสถานะทางสังคมของผู้สมัครออกจากเอกสาร เพื่อจำกัดอคติในการคัดเลือก
นอกจากนี้ควรร่วมกันพัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ในการสมัครให้เป็นมาตรฐานเดียวกันโดยอาจนำเทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยคัดกรองประวัติและผลงาน เพื่อลดการพึ่งพาดุลยพินิจของมนุษย์
3. หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณากำหนดเพดานค่าธรรมเนียมการสมัครรอบ Portfolio ไม่ให้สูงเกินไป เพื่อลดอุปสรรคหรือภาระทางการเงินให้แก่ผู้สมัคร โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนจากครัวเรือนรายได้น้อย
ท้ายที่สุด แม้ระบบ Portfolio จะช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถคัดเลือกผู้เข้าเรียนที่มีความสามารถหลากหลายและสอดคล้องกับศักยภาพได้รอบด้านมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นช่องว่างที่เอื้อให้คนที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรมีความได้เปรียบกว่าคนอื่น จนกระทบโอกาสของเด็กกลุ่มเปราะบาง ดังนั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐควรจะต้องออกแบบระบบอย่างไรให้สามารถค้นหาเด็กที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง โดยไม่ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นตัวกำหนดโอกาสเข้าถึงการศึกษาของเด็ก
ที่มา : รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568 ของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- ความเหลื่อมล้ำกระทบหนัก ระบบการศึกษาและโอกาสคนยากจน
- งบการศึกษา “มากเกินพอ” แต่จัดสรรไร้ประสิทธิภาพ
- พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา: โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม




