โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) เดิมเป็นนโยบายเรือธงที่รัฐบาลตั้งความหวังให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ผ่านการใช้งบประมาณจำนวนมากหลายแสนล้านบาทจากแหล่งเงินกู้ของรัฐบาล แต่หลายฝ่ายกังวลในเรื่องการดำเนินโครงการจะขัดกับข้อกฎหมาย ทำให้โครงการนี้ดูเหมือนจะต้องยืดเยื้อออกไป เนื่องจากยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
รัฐบาลจึงเปลี่ยนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงินสด 10,000 บาท เฟสแรก ให้กลุ่มเปราะบางผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการ จำนวน 14 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 145,000 ล้านบาท ให้นำไปใช้จ่ายได้อย่างอิสระไม่มีข้อจำกัดใด ๆ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.67 แต่หลังจากผ่านไป 1 เดือน ปรากฏว่าการกระเตื้องของเศรษฐกิจเริ่มแผ่วลง สะท้อนจากจีดีพีไทยปี 2567 เติบโตที่ 2.5% แต่ไม่ถึง 3% ตามเป้าที่รัฐบาลตั้งความหวังเอาไว้
แจกเงินหมื่นกระตุ้นเศรษฐกิจแผ่ว
ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Policy Watch จับตาอนาคต ประเทศไทย ทางช่อง Thai PBS ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในที่ผ่านมามีการเติบโตที่ต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ หากดูย้อนหลัง 4 ปี นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.1%
แม้ปลายปี 67 รัฐบาลจะออกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงิน 10,000 บาท ซึ่งใช้งบประมาณค่อนข้างใหญ่ แต่ก็สร้างความเซอร์ไพร์สให้กับทุกคน เพราะตัวเลขในไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา การบริโภคไม่ได้เพิ่มสูงอย่างที่มองไว้
สิ่งนี้สะท้อนว่าประสิทธิผลของการแจกเงินเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะหากแจกเงินในช่วงปกติที่คนไม่ได้มีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ ประชาชนก็อาจนำเงินที่ได้รับแจกไปใช้จ่ายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 100% แต่เทียบกับสภาวะปัจจุบันที่คนไทยมีหนี้สินจำนวนมาก บวกกับรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เป็นอยู่ ทำให้เงินที่ได้รับแจกมาจะไม่ถูกนำไปใช้เต็มเม็ดเต็มหน่วย 100% เพราะว่าส่วนหนึ่งอาจนำไปชำระหนี้ และบางส่วนอาจนำเงินไปใช้ทดแทนรายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นหนึ่งบาทที่รัฐให้ไป มันกลับมาไม่เยอะ ซึ่งตัวเลขก็สะท้อนอยู่แล้ว
เดิมเศรษฐกิจไทยเหมือนเป็นคนที่ป่วยเรื้อรัง และยังเจอวิกฤตโรคโควิด-19 เมื่อฟื้นกลับมา นอกจากปัญหาโรคเรื้อรังยังไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว กลับยังมีแผลเป็นที่มาจากอาการโควิด-19 อีก เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตช้าลง
มาตราการนี้ความตั้งใจแรกของรัฐบาลก็ค่อนข้างดี ในเรื่องพายุหมุนทางเศรษฐกิจ เพราะคิดว่า 1 บาทที่แจกไป จะทำให้เกิดการหมุนได้มากกว่า 1 บาท แต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการที่คนใช้เงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกับภาคธุรกิจ แล้วธุรกิจก็นำไปลงทุนต่อ ซึ่งก็จะเกิดการเพิ่มทวีไปเรื่อย ๆ
แต่การใช้เงินก็ต้องกำหนดเงื่อนไขหลายอย่างว่าจะต้องนำไปใช้จ่ายกับอะไร และธุรกิจประเภทไหน แต่มาตรการแจกเงินดังกล่าวนั้นกลับไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายที่เข้มข้น กลายเป็นว่าเป็นการแจกเงินสดที่สามารถนำไปใช้จ่ายอะไรก็ได้ ซึ่งก็เงินก็ไม่ได้ลงไปในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
เพราะคนที่ได้เงินแจก สามารถนำไปชำระหนี้ หรือเก็บออม หรือนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ตัวเองใช้ประจำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงทำให้ผลของมาตรการแผ่วลงไปท่ามกลางภาวะที่คนยังมีภาระหนี้จำนวนมาก
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอาจไม่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่าต้องแก้โรคที่เป็น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการแก้ระยะสั้น ถ้าหากรัฐบาลตั้งใจที่จะทำนโยบายระยะยาวเพิ่มรายได้ของประชาชน หรือรายได้ธุรกิจ โดยเงิน 1 บาทที่รัฐจ่ายไปกับนโยบายดังกล่าว ก็จะได้เงินกลับมามากกว่า 1 บาท
เศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 3%
ฐิติมา มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 68 จะเติบโตไม่ถึง 3% จากบทเรียนในไตรมาสที่ 4 ปี 67 หลังมีการแจกเงิน 10,000 บาท เฟสแรกออกไป พบว่าไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเยอะ และการแจกเงินในเฟสที่เหลือก็ยังใช้เงินอีกก้อนใหญ่ ถ้าหากไม่มีการกำหนดเงื่อนไขในการใช้จ่าย ประชาชนก็ยังคงสามารถเก็บไว้ได้บางส่วน หรือนำไปชำระหนี้ได้ เพราะฉะนั้นการกระตุ้นการบริโภคก็จะได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่อย
แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะมาจากการลงทุน โดยอาจจะมีการเร่งการลงทุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้ามาได้บ้าง แต่ก็เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งแรงที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจต้องมาจากการลงทุนในประเทศ สัดส่วนประมาณ 70 ถึง 80% ของการลงทุนเดิม โดยต้องอาศัยบรรยากาศที่ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่น และลงทุนเพิ่มได้ แต่ถ้าหากแรงซื้อในประเทศไม่ได้มีเยอะ ความต้องการลงทุนก็อาจจะลดลง อย่างไรก็ตามมองว่าการลงทุนในปีนี้จะพลิกกับมาบวกจากปีที่แล้วติดลบ แต่คงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นเยอะมาก
อีกแรงหนึ่งคือการส่งออก แม้ปี 67 เติบโตกว่า 5% แต่ในปีนี้ไทยอาจไม่ได้โชคดีแล้ว เพราะมีเรื่องของนโยบายทรัมป์ ที่อาจจะเก็บภาษีสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นการส่งออกไทยอาจจะสะดุดลง ซึ่งก็ขึ้นกับการเจรจาของรัฐบาลไทยว่าจะสามารถต่อรองและลดผลการเก็บภาษีของสหรัฐฯได้มากแค่ไหน แต่ก็ต้องบอกว่าการส่งออกไทยไม่ได้ง่ายเหมือนปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้การใช้จ่ายของภาครัฐอาจยังพอช่วยได้อยู่ เพราะปีที่แล้วรัฐบาลออกงบประมาณได้ล่าช้า ซึ่งจะมีเงินก้อนส่วนหนึ่งนำมาใช้จ่ายได้ในปี 68 ก็จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้อยู่บ้าง
เตรียมกระสุนรับมือมรสุม
หลังโควิด-19 รัฐบาลมีการกู้เงินจำนวน เพื่อนำมาช่วยเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยสูงขึ้น จากประมาณการในแผนการคลังระยะปานกลางของรัฐบาล พบว่าว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะสูงขึ้นจนชนเพดาน และพื้นที่การคลังของรัฐบาลก็จะเหลือไม่เยอะ ซึ่งในภาวะที่โลกค่อนข้างผันผวน และมีความไม่แน่นอนสูง หลายประเทศต้องเตรียมกระสุนการคลังเอาไว้
แต่ตอนนี้ไทยไม่ได้มีพื้นที่การคลังเหลือเยอะ ทำให้ไม่ได้มีกระสุนจำนวนมาก ดังนั้นหากจะยิงกระสุน ก็อยากให้เงิน 1 บาทที่จ่ายออกไปได้ผลลัพธ์กลับมามากกว่า 1 บาท ดังนั้นรัฐบาลควรจะทำนโยบายช่วยให้ประชาชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นชั่วคราวที่ใช้เงินแล้วก็หมดไป
อย่างไรก็ตามคิดว่าประชาชนหรือภาคธุรกิจ อยากฟังจากรัฐบาลว่ามีแนวคิดอะไรที่จะใช้กระสุนที่เหลือในการสร้างความยั่งยืนของรายได้ และก็จะมีความเข้มแข็งจากข้างใน เพื่อรับมือกลับโจทย์ยาก ๆ จากภายนอกประนอกประเทศที่จะเข้ามากระทบกับไทย

ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
เงินหมื่นต้องใช้จ่ายเต็มเม็ดเต็มหน่วย
SCB EIC ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่ 2.4% ลดลงจากปี 67 ที่ 2.5% โดยนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนของไทย เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างมากจากสงครามการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะหลายปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทยพึ่งตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น พร้อมกับการนำเข้าสินค้าจากจีนมากขึ้นด้วยหลังจากจีนมีแผนทยอยลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ กระจายไปตลาดอื่น
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงการ 10,000 บาทเฟสที่เหลือ และการลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัวต่อเนื่องจากมาตรการเร่งเบิกจ่าย อย่างไรก็ตามผลกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนจะขึ้นอยู่กับการกำหนดเงื่อนไขเงินแจก 10,000 บาท ให้ใช้จ่ายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ที่่ผ่านเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของโลก สะท้อนอาการแผลเป็นโควิด ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมที่ยังไม่ได้แก้ไขจาก
1. แผลเป็นภาคธุรกิจ รายได้ธุรกิจฟื้นแบบ K-Shape สัดส่วนจำนวนบริษัทผีดิบ (Zombie firm) ยังสูงกว่าก่อนโควิด โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก
2. แผลเป็นตลาดแรงงาน แม้ภาพรวมการจ้างงานดีขึ้นต่อเนื่อง แต่คุณภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับแย่ลง โดยแรงงานนอกระบบสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่มีรายได้ต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัว
3. แผลเป็นภาคครัวเรือน สะท้อนจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ที่ยังสูงเกือบ 90% แม้จะทยอยลดลงบ้าง แต่ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด สาเหตุหลักมาจากสินเชื่อใหม่หดตัว ทำให้แม้การบริโภคภาคเอกชนปีนี้จะมีปัจจัยบวกชั่วคราวจากโครงการเงินโอน 10,000 บาทเฟสที่เหลือ แต่ปัจจัยรายได้ฟื้นช้า หนี้สูง และการเข้าถึงสินเชื่อที่ลดลงจะยังคงกดดันการบริโภคอยู่
4. แผลเป็นภาคการคลัง เห็นได้จากหนี้สาธารณะสูงขึ้นมากเทียบก่อนโควิด-19 และมีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานหนี้ 70% ในอีกไม่กี่ปี แม้รัฐบาลจะขาดดุลสูงในปีงบประมาณ 2568 นี้ แต่กรอบงบประมาณจะสะท้อนข้อจำกัดการคลังในระยะปานกลางมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างของประเทศที่อ่อนแอเช่นนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบ K-Shape และมีแนวโน้มเติบโตต่ำในระยะข้างหน้า
ในระยะข้างหน้าไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ทั้งในระยะสั้นและยาวควบคู่กันไป พร้อมการสื่อสารสาธารณะ ในการผลักดันนโยบายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ทรัพยากรภาครัฐให้ตอบโจทย์การปรับตัวของประเทศ โดยเร่งดำเนินการผ่านนโยบายระยะสั้น มุ่งลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนภายนอก ปรับกรอบนโยบายมหภาคให้เอื้อต่อการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และนโยบายระยะยาว มุ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านต่าง ๆ และยกระดับขีดความสามารถภาครัฐ
ที่มา : ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- เคาะแจกเงินหมื่นเฟสสาม เด็ก 16-20 ปี ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตครั้งแรก
- แจกเงินหมื่นไม่คุ้มค่า แรงกระตุ้นเศรษฐกิจแผ่ว
- เมื่อนักการเมือง พูดเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ