หลังผ่านช่วงโควิด-19 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบชะลอลง จากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการแข่งขันลดลง ทำให้มีเพียงภาคส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ที่ยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันและในระยะข้างหน้า
นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ทัวร์ริสซึม แอนด์ สปอร์ต ปี 2025” (Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025) เมื่อเดือน ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา หวังผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Tourism Hub หรือ ศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดยกล่าวว่า การท่องเที่ยวไทยเป็นตัวขับเคลื่อน จีดีพี (GDP) ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล จึงต้องสร้างการเติบโตที่มากขึ้น ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินที่ใช้จ่ายต่อหัว ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการคมนาคมขนส่ง
ยังรวมไปถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบ Man-made Tourism (การท่องเที่ยวที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์) ให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยเทศกาลศิลปวัฒนธรรมไทย และจัดให้มีเทศกาลใหม่ระดับโลก ทั้งเทศกาลดนตรี อาหาร ศิลปะ ไปจนถึงการเป็นศูนย์กลางทางกีฬา และสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ที่รัฐบาลผลักดันให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตมากขึ้น
ในปี 2567 ที่ผ่านมา จากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศจำนวน 35.54 ล้านคน และในปีนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ที่ 39 ล้านคน สร้างรายได้ 3 ล้านล้านบาท ภายใต้ 5 มาตรการที่รัฐบาลจะทำ คือ 1.เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง 2.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 3.ซอฟต์พาวเวอร์ไทย 4.ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ 5.การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
นักท่องเที่ยวจีนลดเร็วกว่าคาด
หากย้อนไปในปี 2562 ช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 39.7 ล้านคน กลุ่มที่เข้ามามากที่สุด คือ ชาวจีนราว 11 ล้านคน แต่หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงมาเที่ยวไทยไม่เท่าเดิม
วิจัยกรุงศรี ระบุ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไทยลดลงเร็วกว่าคาด อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในปีนี้ โดยในเดือน ก.พ. 68 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 3.12 ล้านคน ลดลงจาก 3.71 ล้านคนในเดือน ม.ค. และลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน -7% YoY แต่ยังสามารถสร้างรายได้ 1.51 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% YoY
ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ มาเลเซีย จีน รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ สำหรับในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. – ก.พ.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 6.83 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.9% YoY สร้างรายได้ 3.32 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 17%
การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนมีสัญญาณอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเดือน ก.พ. ที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือน เหลือ 371,452 คน และหดตัวสูง 44.9% YoY ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีมีนักท่องเที่ยวจีน 1.18 ล้านคน หดตัว 12.6% YoY

ชาวจีนมาเที่ยวเมืองไทยในเดือน ก.พ. 68 มีจำนวนลดลงต่ำสุดในรอบ 15 เดือน
ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงแรงและยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 อยู่มาก ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทาง รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นจากจุดหมายปลายทางในประเทศอื่น ๆ ที่มีมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังได้แรงหนุนจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวหลักจาก มาเลเซีย รัสเซีย และอินเดีย ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยโดยรวมในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 38 ล้านคน สูงกว่า 35.5 ล้านคน ในปี 2567 แม้จะยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ 40 ล้านคน แต่คาดว่าภาคท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568
เงินฝืด-สงครามการค้ากดดันเศรษฐกิจจีน
นอกจากนี้เศรษฐกิจจีนในปี 68 มีความเสี่ยงจากปัจจัยในและนอกประเทศ จิรดา ภักดิ์วิไลเกียรติ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกร ได้ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของจีน เดือน ก.พ. -0.7% เนื่องจากฐานที่สูงในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีก่อน แต่เมื่อหักผลดังกล่าวออก พบว่าเงินเฟ้อจีนยังอยู่ในระดับต่ำ +0.1% อีกทั้งเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน -0.1% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564
เงินเฟ้อของจีนชะลอตัวลงจากเดือนก่อนในทุกด้าน เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย และการแข่งขันด้านราคาของผู้ประกอบการในจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินเฟ้อของจีน ซึ่งช่วงปลายปีก่อนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนได้ปรับลดราคารถรุ่นหนึ่งลงมาถึง 11.5% เพื่อเป็นการจูงใจผู้บริโภค
ในปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าความเสี่ยงด้านเงินฝืดจะยังคงกดดันเศรษฐกิจจีนต่อไป แม้การประชุมสองสภาล่าสุด ทางการจีนจะเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นตลอดทั้งปี การแข่งขันทางด้านราคา และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจีน จะยังกดดันการใช้จ่ายผู้บริโภค ล่าสุดทางการจีนได้ปรับลดเป้าหมายเงินเฟ้อมาอยู่ที่ 2% จาก 3%
ที่มา : วิจัยกรุงศรี, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
อ่านบทความอื่นที่เกียวข้อง
- แจกเงินหมื่นไม่คุ้มค่า แรงกระตุ้นเศรษฐกิจแผ่ว
- ปัญหาเดิมท่องเที่ยวไทย “แหล่งเที่ยว-รายได้”กระจุกตัว
- รายได้ท่องเที่ยว คำนวณอย่างไร น่าเชื่อถือแค่ไหน