มีคนไทยอีก 10 ล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงการรักษาสุขภาพจิต ความรู้สึกด้อยค่า ภาวะที่ต้องฝืนทำงานทั้งที่ใจพัง ความโดดเดี่ยว ภาวะซึมเศร้า แล้วจะทำอย่างไรให้อนาคตสุขภาพจิตที่อยากเห็น เชื่อมต่อได้ และมีนโยบายดูแลสุขภาพใจคนไทยได้อย่างทั่วถึง
Policy Watch ชวนฟังเสียงประชาชน ระดมความคิดจากทุกฝ่ายมาร่วมออกแบบนโยบายสุขภาพจิตใน “Policy Forum : นโยบายสุขภาพจิต เพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม” เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาวะทางใจที่ทุกคนเข้าถึงได้ และมีภูมิคุ้มกันทางใจ พร้อมรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวได้ในทุกวิกฤตชีวิต
ส่วนหนึ่งภายในงาน Better Mind Better Bangkok 2026 ครั้งที่ 5 ณ Q STADIUM EmQuartier เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 69

วงเล่าใจ: สะท้อน 3 ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ‘คน-เงิน-ของ’
“วงเล่าใจ” – วงสนทนาเล็ก ๆ เกิดขึ้นในช่วงเช้าของงาน วงพูดคุยสบาย ๆ ที่ชวนผู้คนจากหลากหลายวิชาชีพพูดคุยถึงเรื่องปัญหาสุขภาพจิตแบบอินไซต์ เสียงสะท้อนจากหลากหลายมิติ ทั้งครู บุคลากรการแพทย์ นักจิตวิทยา ผู้ทำงานในสถานพินิจ และกลุ่มช่วยเหลือเด็กชายขอบ ต่างส่งสัญญาณตรงกันว่าระบบสุขภาพจิตในบ้านเราเวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับความตึงเครียดขั้นวิกฤต
อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App สะท้อนถึงเสียงจาก วงเล่าใจ ในช่วงเช้าถึงสัญญาณสำคัญของคนทำงานที่เริ่มแบกรับไม่ไหว ขณะที่งบประมาณด้านสุขภาพจิตของไทยยังได้รับการจัดสรรเพียงประมาณ 40 กว่าบาทต่อคนต่อปี
ดังนั้น การแก้ปัญหาสุขภาพจิตไม่อาจปล่อยให้ต่างคนต่างทำ หรือจำกัดบทบาทอยู่เพียงระบบสาธารณสุขและการรักษาที่ปลายน้ำได้อีกต่อไป
ข้อค้นพบสำคัญถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การมีบุคลากร-ผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ
- งบประมาณได้รับการจัดสรรน้อย
- กรอบคิดเดิมยังจำกัดอยู่เพียงระบบสาธารณสุข
ดังนั้น การแก้ปัญหาสุขภาพจิตไม่อาจปล่อยให้ต่างคนต่างทำ หรือจำกัดบทบาทอยู่เพียงระบบสาธารณสุขและการรักษาที่ปลายน้ำได้อีกต่อไป
“ตอนนี้ครูก็บอกว่ารับไม่ไหว หมอเองก็รับไม่ไหว นักจิตวิทยาก็รับไม่ไหว เราต้องมาคิดกันใหม่ว่าปัญหาสุขภาพจิตจะแก้เป็นหย่อม ๆ ไม่ได้ แต่ทุกระบบมันต้องไปด้วยกัน” – อมรเทพ
ด้าน รศ.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ร่วมก่อตั้ง TIMS มองว่า โจทย์ใหญ่ของการทำงานด้านสุขภาพจิตในวันนี้ต้องไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การสะท้อนปัญหาเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมองหาทางออกเชิงบวก
“เราต้องกลับมาคิดใหม่ ว่าแท้จริงแล้วชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งคนต้องการอะไรในการดูแลสุขภาพจิตกันแน่ และแปลงสิ่งที่เป็นนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ไม่ใช่มีเพียงนโยบายแล้ว สุดท้ายคนหน้างานไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร” รศ.ธีรพัฒน์
เมื่อหันกลับมาสำรวจทรัพยากรในระบบการทำงานด้านสุขภาพจิต จะพบความจริงเชิงโครงสร้างที่ว่าทรัพยากรพื้นฐานสำคัญทั้งสามด้าน “คน เงิน ของ” ไม่เพียงพอต่ออัตราการเติบโตของปัญหา ในอนาคตก็ไม่มีทีท่าว่าจะเพียงพอ ต่อให้ผลิตจิตแพทย์หรือสร้างโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นภายใน 1–5 ปี ก็ยังคงไม่ทันต่อความต้องการ ทางออกสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับรักษาไปสู่การส่งเสริมและป้องกันเชิงรุก
ความท้าทายนี้ยังรวมถึงการดูแลกลุ่มคนที่ก้าวเข้าสู่ความเจ็บป่วยไปแล้วและจำเป็นต้องได้รับการบำบัด ฟื้นฟู และเยียวยา โจทย์สำคัญคือจะออกแบบระบบอย่างไรเพื่อติดตามและป้องกันพวกเขา ไม่ให้ผู้รับการบำบัดหลุดออกจากระบบการฟื้นฟูระหว่างทางดังที่ผ่านมา
เสนอ รวมตัวจัดทัพ 3 กลุ่ม เชื่อมต่อระบบ
ภายใต้ข้อจำกัดที่แต่ละฝ่ายต่างทำงานและต่างมีต้นทุนของตนเอง ทางออกที่ถูกนำเสนอภายใน “วงเล่าใจ” คือการยุติการทำงานแบบต่างคนต่างทำ แล้วรวมตัวกันจัดทัพผู้ทำงานออกเป็น 3 กลุ่มหลักเพื่อเชื่อมโยงเข้าหากัน ดังนี้
- กลุ่มที่ทำงานเพื่อค้นหาความต้องการของคน: เข้าใจและค้นพบความต้องการที่แท้จริงของผู้คนในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
- กลุ่มที่ให้บริการทางสังคมและสุขภาพที่หลากหลาย: ให้บริการดูแลที่กว้างกว่าการรักษาพยาบาล แต่ครอบคลุมตั้งแต่การบำบัด การพูดคุย ไปจนถึงกิจกรรมทางสังคม เช่น การพาไปเดินป่า หรือการพาไปดูดนตรี
- กลุ่มผู้เชื่อมต่อ: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่าง “ความต้องการของผู้คน” เข้ากับ “บริการทางสังคมและสุขภาพที่หลากหลาย”
“บนข้อจำกัดมากมาย ทุกฝ่ายสามารถเชื่อมต่อได้ด้วยการมองเห็นภาพร่วมกัน จับมือแล้วไปด้วยกัน มันเป็นวิธีหนึ่งเพื่อพาการทำงานด้านสุขภาพจิตให้เดินหน้าไปต่อได้ภายใต้ข้อจำกัดเช่นทุกวันนี้” รศ.ธีรพัฒน์
ด้าน พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผอ.กองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กทม. เสริมว่า การทำงานแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตที่ต่างคนต่างทำแบบในอดีตกำลังถูกรื้อปรับใหม่ บทเรียนหลังวิกฤตโควิด-19 ชี้ชัดแล้วว่าการแยกกันทำ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องวางระบบรองรับทันที
เพื่อรับมือกับข้อจำกัดด้านบุคลากร กทม. จึงจัดระบบบริการสุขภาพออกเป็น 8 โซนสุขภาพ (Health Zone) โดยเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ (Primary Care) ในการคัดกรอง หากพบความผิดปกติจะมีกระบวนการปรึกษา (consult) ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ แต่เนื่องจากแพทย์เฉพาะทางและนักจิตวิทยามีจำกัด จึงต้องดึงเครือข่ายของกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาร่วมมือ ทั้งศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 และสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ (เด็กและวัยรุ่น)
นอกเหนือจากระบบการรักษา อีกโจทย์ใหญ่คือการส่งผู้ป่วยกลับคืนสู่บ้านและชุมชน ซึ่งปัจจุบันยังพบปัญหาการตีตราและการไม่ยอมรับ โดยเฉพาะผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรงมักเผชิญความรู้สึกถูกกีดกันเมื่อต้องกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่เดิม
“ทางออกคือการฟื้นฟูและสร้างความเข้าใจร่วมกับคนในพื้นที่ กทม. เคยนำร่องพาคนในชุมชนเข้าไปดูสภาพจริงที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับการจำหน่ายกลับบ้าน (Discharge) เพื่อให้เห็นว่าหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป” พญ.สุธี
อย่างไรก็ตาม พญ.สุธี ยังได้ยกตัวอย่างกรณีหลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน ทีม กทม.ได้ลงพื้นที่สำรวจระบบสุขภาพจิตในโรงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 จำนวน 109 โรงเรียนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเก็บข้อมูลจากทั้งฝั่งครู นักเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งสะท้อนจุดเปราะบางที่น่าตกใจ
โดยพบว่ามีนักเรียนประมาณ 10,000 กว่าคนมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง โดยการบูลลี่ทางร่างกายพบน้อยที่สุด แต่พบมากที่สุดคือการบูลลี่ทางวาจาและโซเชียลมีเดีย (Cyberbullying) ซึ่งเด็กหลายคนไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวถูกตัดออกจากกลุ่มเพื่อน โดยจุดเสี่ยงที่สุดคือห้องน้ำ เนื่องจากเป็นจุดลับสายตา แต่โรงเรียนสามารถเข้าไปจัดการตรวจตราได้หากมีแนวทางที่ชัดเจน
“สิ่งที่น่าตกใจอันหนึ่งก็คือ เด็กนักเรียนรู้สึกว่าไม่มีคุณครูที่ไว้ใจได้ และครูเองก็ยังขาดแนวทางการสังเกต นี่จึงคือระบบสุขภาพจิตในโรงเรียนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน” พญ.สุธี
ในมุมมองของผู้กำหนดนโยบายจากกรมสุขภาพจิต นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และโฆษกประจำ สธ. ชี้ว่าจุดคานงัดสำคัญที่สุดของระบบสุขภาพจิตไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่การเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาพยาบาล แต่คือการสร้างระบดูแลหลังการรักษาและการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมรับผิดชอบ โดยเริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัว
“ถ้าเรายังมองเรื่องสุขภาพจิตเป็นเพียงระบบบริการสาธารณสุขอยู่วันหนึ่งมันก็จะเกิดปัญหา มันต้องการหลายภาคส่วนที่เข้ามาทำเรื่องนี้ร่วมกัน และต้องทำตั้งแต่ฐานรากสุดคือในบ้าน เช่นเดียวกับกรณีเด็กนักเรียน สุดท้ายก็ต้องกลับไปแก้ที่บ้านก่อน ไม่ใช่เริ่มที่โรงเรียนอย่างเดียว” นพ.วรตม์
สร้างตาข่ายทางสังคม รองรับชีวิตผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน
ภาพสะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนที่สุด เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ส่งต่อผู้ป่วยจิตเวชครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งต้องรับผู้ป่วยมากกว่า 100 ราย จากสถานดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ (Nursing Home) ภายในเวลาเพียง 1–2 วัน แม้กระแสสังคมจะพุ่งเป้าไปที่ประเด็นมาตรฐานสถานบริการ หรือความรุนแรงในครอบครัว แต่เบื้องหลังที่แท้จริงคือความไม่พร้อมของระบบฟื้นฟูหลังผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล
“สิ่งที่เราเห็นจริง ๆ คือ มีคนไข้ส่วนหนึ่งที่อาการเขาอยู่ตรงกลาง ไม่ได้รุนแรงขนาดที่ต้องไปอยู่โรงพยาบาล แต่เมื่อให้กลับบ้านไปฟื้นฟูครอบครัวก็ไม่ได้พร้อม ตรงนี้เป็นจุดที่สาธารณสุขแตะมือไม่ถึง”
นพ.วรตม์ อธิบายว่า นี่จึงเป็นจุดสำคัญที่ชี้ว่าการแก้ปัญหาด้วยการขยายหรือเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลจิตเวชอีกอาจเป็นแนวทางที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในทางปฏิบัติและทำได้ยาก เพราะการเพิ่มเตียงไม่สามารถรองรับจำนวนผู้มีปัญหาที่อาจมีมากถึงหลักล้านคนได้ แม้ปัจจุบันกรมสุขภาพจิตจะมีโรงพยาบาลในสังกัดถึง 20 แห่ง และกำลังจะเปิดเพิ่มอีกแห่งที่หัวหินแล้วก็ตาม
ทางออกที่แท้จริงจึงต้องย้ายบทบาทกลับมาที่สังคม สร้างกลไกที่ช่วยประคับประคองชีวิตประจำวัน ให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตในชุมชนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสถานพักพิงหรือโรงพยาบาล
“ผู้คนยังคงมีความต้องการระบบบางอย่างทางสังคมที่จะช่วยทำให้เขาไม่มีอาการแย่ลง สามารถไปใช้ชีวิตในชุมชนได้ และมีความสุข การสั่งจ่ายกิจกรรมที่ช่วยเยียวยาบางอย่างสามารถทำได้ในสังคมโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบการรักษา เมื่อปัญหาตรงนี้ถูกแก้ ความต้องการที่จะเข้าไปสู่รพ.หรือสถานพักพิงก็จะลดลงด้วย” นพ.วรตม์ สรุป




