ปี 2564 องค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรค NCDs (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนทั่วโลก
ในขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขปี 2567 ระบุว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs มากกว่า 420,000 คนต่อปี หรือเกือบ 3 ใน 4 ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ เฉลี่ยเกือบ 48 รายต่อชั่วโมง

จากการศึกษาของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และกรมควบคุมโรค พบว่าภาระทางเศรษฐกิจของโรค NCDs ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.8 – 3.0 แสนล้านบาทต่อปี (คิดเป็นประมาณ 2% ของ GDP ประเทศ) โดยประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และค่าใช้จ่ายจากการนอนโรงพยาบาล ที่ตกเป็นภาระหนักของทั้งกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) และตัวผู้ป่วยเอง และยังมี ค่าใช้จ่ายทางอ้อม จากการสูญเสียความสามารถในการทำงาน การหยุดงาน การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (โดยเฉพาะในกลุ่มวัยแรงงาน) และค่าใช้จ่ายในการดูแลของผู้ปกครอง/ญาติ
สสส. เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่าวันนี้อายุของผู้ต้องเผชิญกับโรค NCDs กำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากวิถีชีวิตแบบสมัยใหม่จนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม โดยเฉพาะเด็กเยาวชน คนวัยทำงาน ที่ต้องนั่งเรียน/ทำงาน ติดต่อกันยาวนานหลายชั่วโมงพร้อมกับพฤติกรรมติดหน้าจอ
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มองว่า แม้โรคกลุ่ม NCDs มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากพฤติกรรมสุขภาพส่วนบุคคล เช่น การกินอาหาร ดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ หรือการไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย
แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องนิสัยส่วนบุคคลของใครเท่านั้นแต่เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม สังคมทั้งโครงสร้าง
“วันนี้เราพูดไม่ได้แล้วว่าประชาชนไม่มีความรู้ ทุกคนรู้ว่าควรกินอะไร หรือดูแลสุขภาพอย่างไร แต่บางคนไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร และสภาพแวดล้อมก็ไม่เอื้อให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ”นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
รองผู้จัดการ สสส. มองว่าการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต้องไม่ใช่เพียงการสร้างสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ต้องเป็นสวนที่เข้าถึงง่าย ใกล้บ้าน และมีจำนวนมากพอเพื่อกระตุ้นให้คนอยากออกมาใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมร่วมกัน
การออกแบบแต่ละพื้นที่จึงต้องอาศัยข้อมูลและความต้องการของชุมชนเองเป็นหลัก หากออกแบบเหมือนกันไปหมดทั้งหมดจะไม่ตอบโจทย์บริบท คนจะไม่อยากออกมาใช้และเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า
ด้าน เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เห็นสอดคล้องว่าทุกวันนี้เรามีองค์ความรู้อยู่มากมาย ทุกคนทราบดีว่าต้องทำอย่างไรเพื่อลดปัจจัยโรค NCDs แต่ทำไม่ได้ง่าย การออกแบบสังคมและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องอยู่บนบริบทที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนด้วย
“เราไม่สามารถส่งเสริมให้ทุกคนที่เกิดกิจกรรมขยับเขยื้อนร่างกายในรูปแบบเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะแต่ละท้องถิ่นต่างมีบริบททางวัฒนธรรมเฉพาะ เช่น พี่น้องชาวมุสลิมมีข้อจำกัดเรื่องการเต้นรำหรือกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมที่ขยับเขยื้อนร่างกายจึงอาจทำได้ยาก ทำให้ต้องหารูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่แทน และต้องสอดคล้องกับอาชีพ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของชุมชนด้วย”
ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะฯ อธิบายต่อไปอีกว่า หลักการของการสร้างเมืองที่มีสุขภาวะดี หรือ เมืองที่แอคทีฟ จำเป็นต้องมี 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย 2. มีความปลอดภัย 3. ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
โดยหลักการนี้ถูกนำไปปรับใช้ในพื้นที่จริงใน 4 จังหวัดต้นแบบแล้ว ได้แก่ กาญจนบุรี น่าน ยะลา และสุราษฎร์ธานี ด้วยกลไกความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ภายในชุมชนเอง

เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
หลายชุมชนปรับเปลี่ยนจนเกิดเป็นกติกาหรือข้อตกลงชุมชนหรือที่เรียกว่า “นโยบายสาธารณะระดับพื้นที่” ผ่านการใช้กลไกหลัก เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น หรือพอช. และกลไกระดับชุมชน เช่น ชมรมแอโรบิก ชมรมผู้สูงอายุ ฯลฯ ที่ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิดเป็นธรรมนูญชุมชน
“ธรรมนูญชุมชนเป็นเครื่องมือทางนโยบายหนึ่งที่ทำให้เห็นขาขึ้นหรือการพัฒนา แต่ในความเป็นจริง การนำธรรมนูญชุมชนไปแปลงเป็นแผนปฏิบัติ และยกระดับขับเคลื่อนต่อไปยังคงมีน้อยมาก” เพ็ญ สุขมาก
4 โมเดลต้นแบบ สร้างสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับบริบทชุมชน
เห็นได้ชัดว่าการดำเนินงานใน 4 จังหวัดต้นแบบประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เกิดเป็น 4 โมเดล 4 บริบท ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต โดยพบว่าหัวใจสำคัญคือการปรับใช้กิจกรรมทางกายให้เข้ากับบริบทเฉพาะของพื้นที่ (Context-Specific) แบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้
- ระดับสถานศึกษา (Education Setting): ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และน่าน ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้แนวคิด Active Break และ พื้นที่สุข สนุก ปลอดภัย (ลาน BBL) เช่น นโยบาย 50:5 ในสุราษฎร์ธานี ที่มีนโยบายให้นักเรียนขยับร่างกาย 5 นาทีก่อนเริ่มเรียนทุกคาบ ในขณะที่น่านใช้กลไก เพื่อนช่วยเพื่อนในโรงเรียน เพื่อลดการใช้เวลาหน้าจอ และเพิ่มการเคลื่อนไหว ส่งผลให้นักเรียนมีสมาธิการเรียนและสมรรถภาพทางกายดีขึ้นอย่างชัดเจน
- ระดับชุมชนและภูมิปัญญา (Community Setting): จังหวัดน่านและยะลา ได้นำทุนทางสังคมและวัฒนธรรมมาเป็นเครื่องมือ เช่นการใช้รอกกะลา หรือ ลานหินนวดเท้าในน่าน และการจัดกิจกรรม พาร์ครันสร้างสุข (Park Run) ที่ผสานหลักศาสนาอิสลามและการเดินอย่างมีสมาธิ (ซิกรุลลอฮ์) ในยะลา ช่วยให้ ผู้สูงอายุลดความเหงาและประชาชนในชุมชนตื่นตัวในการรวมกลุ่มออกกำลังกาย
- ระดับสถานที่ทำงาน (Workplace Setting): จังหวัดกาญจนบุรี สร้างความเคลื่อนไหวในระดับจังหวัดผ่านนโยบาย Active Workplace และ Healthy Meeting เพื่อปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมจากองค์กรจากการนั่งนิ่ง (Sedentary) สู่การยืดเหยียดระหว่างทำงาน เป็นนการลดความเสี่ยง NCDs ในกลุ่มวัยทำางานอย่างมีประสิทธิภาพ
- ระดับศาสนสถาน (Faith-based Setting): ในจังหวัด ยะลา และกาญจนบุรี มีการดึงผู้นำศาสนาและพระสงฆ์เข้ามาเป็นแกนนำ เช่น การพัฒนาวัดส่งเสริมสุขภาพ และการใช้กิจกรรมในโรงเรียนปอเนาะ เพื่อสร้างความรอบรู้ ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ที่สอดคล้องกับวิถีศรัทธา
กิจกรรมทุกระดับข้างต้นถูกยืนยันด้วยความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์จนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าทึ่ง ดังนี้
- การควบคุมโรค NCDs: ผู้ป่วยเบาหวานในหลายพื้นที่สามารถลดระดับนํ้าตาลสะสม (HbA1c) ได้อย่างมีนัยสำาคัญ เช่น ในน่านพบผู้ป่วยลด HbA1c จาก 12% เหลือ 6% และในกาญจนบุรีพบผู้ป่วยสามารถลดยาหรือหยุดยาความดันโลหิตได้สำเร็จ
- การจัดการน้ำหนักและรูปร่าง: กลุ่มเป้าหมายในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกาญจนบุรีมีนํ้าหนักและรอบเอวลดลงอย่างชัดเจน โดยพบกรณีศึกษาบุคลากรที่สามารถลดนํ้าหนักได้ สูงสุดถึง 22 กิโลกรัม ช่วยเลี่ยงการผ่าตัดกระเพาะได้สำเร็จ
- การลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง: ในจังหวัดน่าน พบว่าพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ลดลงถึง 48% ขณะที่นักเรียนในโรงเรียนนำร่องมีเวลาหน้าจอลดลงอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ไม่ได้จบลงเท่านี้ แต่ได้สร้างรากฐานความยั่งยืนแก่ชุมชน ถูกบรรจุแผนงานเข้าสู่การปฏิบัติการประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และการจัดตั้งกองทุนกิจกรรมทางกายในระดับโรงเรียนและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา Digital Dashboard เพื่อใช้ติดตามข้อมูลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และการยกระดับพื้นที่ต้นแบบให้ กลายเป็น ศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาวะ เพื่อขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ
เพ็ญ มองว่า การเกิด “ขาขึ้น” ไม่ยากเท่าการผลักดันสู่ “ขาเคลื่อน” ที่พื้นที่ส่วนใหญ่ทำไม่ได้เสียทีด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น กลไกในพื้นที่มีข้อจำกัด หรือเป็นปัญหาในการเชื่อมกับกลไกงบประมาณ
“การขับเคลื่อนจำเป็นต้องใช้งบประมาณ แต่ไม่ใช่ว่าพื้นที่ไม่มีงบฯนะ แต่คนที่เกี่ยวข้องอาจไม่เข้าใจว่าการเข้าถึงแหล่งงบประมาณต้องทำอย่างไร การเขียนขอโครงการที่ดีมีคุณภาพเพื่อขอทุนจากกองทุนต้องทำอย่างไรเป็นต้น”
ช่องว่างเล็ก ๆ เช่นนี้ เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุด ที่ทุกภาคส่วนต้องคิดออกแบบร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้ข้อเสนอดี ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากคนพื้นที่และได้รับการยอมรับร่วมกันจนกลายเป็นธรรมนูญนี้จะถูกนำมาขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้อย่างไร
7 ข้อเสนอเชิงนโยบายเมืองในฝัน
จากการขับเคลื่อนในพื้นที่ทั้งหมดเกิดเป็น 7 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะสำหรับทุกคน (Healthy Public Space for All) ดังนี้
1. Healthy Public Policy: ยกระดับ NCD Ecosystem เป็นวาระร่วมของประเทศและจังหวัด
ผลักดันให้เกิดนโยบายระดับประเทศในทุกจังหวัดให้มีการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ประชาชนมีสุขาภาวะที่ดี เกิดการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยบูรณาการเข้าสู่แผนพัฒนาประเทศ แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนสุขภาพทุกระดับ พร้อมขับเคลื่อนผ่านกลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัด คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับจังหวัด (พชจ.) และระดับอำาเภอ (พชอ.) เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกำหนดเป้าหมายจะเกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ
2. Healthy Public Space: พัฒนาพื้นที่สาธารณะและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะสำหรับทุกคน
ส่งเสริมการออกแบบ พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงกิจกรรมทางกายได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียม ครอบคลุมถึงสวนสาธารณะ สนามกีฬา ลานกิจกรรม พื้นที่เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และพื้นที่สีเขียว รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ในชีวิตประจำวัน เช่น สถานที่ทำงาน โรงเรียน วัด ตลาด และชุมชน ให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และเข้าถึงอาหารดีต่อสุขภาพ หรือที่เรียกว่า Healthy Public Space
3. Healthy Information System: พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย
พัฒนาระบบฐานข้อมูลและ NCDs Dashboard ในระดับประเทศและระดับพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านกิจกรรมทางกาย พฤติกรรมเนือยนิ่ง ปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs ภาวะโภชนาการ รวมถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาวะ
และต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดที่ติดตาม ประเมินผล และใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบายและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพได้
4. Healthy Investment: บูรณาการการลงทุนเพื่อสร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน
พัฒนากลไกการร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น กองทุนสุขภาพ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ การดำาเนินกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และการบำรุงรักษาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันการลงทุนเชิงป้องกัน (Prevention Investment) ที่สร้างผลตอบแทนทางสังคม ลดภาระค่าใช้ จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และเพิ่มความคุ้มค่าของระบบสุขภาพในระยะยาว
5. Healthy Model Expansion (ขยายพื้นที่ต้นแบบและนวัตกรรมสู่ทุกจังหวัด)
ขยายผลพื้นที่ต้นแบบด้าน NCDs Ecosystem ไปสู่ทุกจังหวัด โดยสนับสนุนให้ โรงเรียน ชุมชน วัด สถานที่ทำงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นพื้นที่เรียนรู้ และนวัตกรรม (Living Lab) และถ่ายทอดองค์ความรู้ รูปแบบการดำาเนินงาน และนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จเพื่อเป็นต้นแบบ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในวงกว้าง
6. Healthy Partnership & People (สร้างเครือข่ายความร่วมมือและพลังของคนเพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะ)
มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาครัฐ วิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน พร้อมพัฒนาผู้นำสุขภาพ องค์กร และชุมชนต้นแบบเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้เกิดการขยายผล และนำไปสู่การสร้างสุขภาพในสังคมไทย
7. Health in All Policies (บูรณาการสุขภาพในทุกนโยบาย เพื่อสร้างทางเลือกสุขภาพที่ดีสำาหรับทุกคน)
ผลักดันให้ทุกภาคส่วนนำมิติด้านสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการกำหนดนโยบาย วางแผน และพัฒนาในทุกสาขา ทั้งด้านการศึกษา ผังเมือง คมนาคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
ส่งเสริมการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) เพื่อให้เกิดนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาวะ และทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เป็นทางเลือกที่ง่ายสำาหรับทุกคน
ทั้งหมดนี้ คือ 7 ข้อเสนอนโยบายที่เกิดจากการทำงานในระดับชุมชน ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เสริมว่า ทั้งหมดนี้คือการจัดการเชิงนโยบายที่ไม่สามารถมองนโยบายจากข้างบนได้แต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมองนโยบายด้านล่างจากท้องถิ่นหรือชุมชนด้วย
“หน่วยงาน หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่สามารถอยู่กับพื้นที่ได้ตลอดไป การที่ชาวบ้านมีส่วนออกแบบนโยบายจากประสบการณ์ ความตั้งใจ หรือความตระหนักของพวกเขาเองจะยิ่งทำให้กลไกเข้มแข็ง และทำให้นโยบายนั้นเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน” เพ็ญ สุขมาก
ด้าน นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มองว่าการได้เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการพยายามปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างของเมืองเพื่อลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือที่เรียกว่า NCDs Ecosystem ในระดับชุมชนจนพัฒนาสู่การเป็นข้อเสนอเช่นนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แม้จะยังไม่เพียงพอก็ตาม
“ตอนนี้เราได้เห็นการสร้าง NCDs Ecosystem ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นจากหลายพื้นที่ มองเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างต้นทุนสุขภาพ แม้ต้องใช้เวลาแต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนเพราะนี่ไม่ใช่การสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนในอีก 2-3 วันข้างหน้าเท่านั้น แต่คือการสร้างอนาคตสุขภาพอีก 10 ปีข้างหน้า”
นพ.กฤษฎา ยังเสนอว่า สำหรับประเทศไทยการสร้างเมืองที่มี NCDs Ecosystem จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐให้มากกว่านี้ เช่น สิงคโปร์ ที่ภาครรัฐออกแบบเมืองให้มีพื้นที่ออกกำลังกายและพื้นที่สาธารณะสำหรับทำกิจกรรมกระจายทั่วเมือง ผ่านการใช้ข้อมูลและความรู้ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างครบวงจร
“สิงคโปร์มีบริบทคล้ายบ้านเรา โดยเฉพาะวิกฤตประชากรสูงวัย รัฐบาลสิงคโปร์มองการไกลว่าอยากให้คนวัยทำงานไม่เป็นคนแก่ที่เจ็บป่วย รัฐจึงสนับสนุนด้านสุขภาพตั้งแต่วันที่พวกเขายังหนุ่มสาวผ่านการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม” นพ.กฤษฎา

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่เป็นข้อเสนอระดับพื้นที่เท่านั้น ก้าวต่อไปหวังว่าจะนำข้อเสนอเหล่านี้ไปขับเคลื่อนในระดับชาติ ผ่านกลไกของสสส. และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อวาง Road map ร่วมกัน สร้างให้เกิดปฏิบัติการ มองเห็นรูปธรรมความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง
เพ็ญ มองว่าทุกข้อเสนอล้วนไปอุดช่องว่างที่ยังทำไม่ได้ หลายเรื่องสามารถกลับไปทำได้เลย เช่น การพัฒนาศักยภาพเครือข่าย แต่อีกหลายเรื่องยังจำเป็นต้องใช้เวลาปรับโครงสร้าง เช่น มาตรการทางภาษี การเงิน การคลัง ที่ยังต้องหารือกันต่อไป
“หลักคิดสำคัญของเรื่องนี้ คือ หากคนยังเฉื่อยชา ไม่แอคทีฟ ชุมชนของเราก็จะไม่แอคทีฟ และประเทศไทยก็จะไม่แอคทีฟก้าวไปข้างหน้าด้วย” เพ็ญ สุขมาก
ด้าน นพ.ไพโรจน์ เสริมว่าสำหรับบทบาทของภาครัฐยังสามารถเติมช่องว่างนี้ได้อีกหลายส่วน เช่น มาตรการส่งเสริมการใช้พื้นที่สาธารณะ การลงทุนสร้างเส้นทางเดิน หรือสร้างสวน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ กลไกการกระจายอำนาจ สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้คนออกกำลังกาย แต่ต้องเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยับร่างกาย พร้อมประสานพลังระหว่างภาครัฐ วิชาการ ประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากบนลงล่าง (Top-down)
“ท้องถิ่นมีงบประมาณ และมีอำนาจในการจัดการ หากมีการกระจายอำนาจสู่มือท้องถิ่น ทำให้เขาเห็นความสำคัญเรื่องการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ ก็จะทำให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นง่ายและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
“เป้าหมายสูงสุด เราอยากให้ทุกคนอยู่ดี-กินดี-มีความสุข แต่จะเกิดขึ้นได้นั้น ระหว่างทางต้องทำให้ผู้คนมีวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีด้วย” นพ.ไพโรจน์ ทิ้งท้าย





