ข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่าองค์กรควรรับเงินจากแหล่งใด แต่คือจะทำอย่างไรให้สื่อสาธารณะยังคงเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและทุนเอกชน ขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบตรวจสอบการทำงานและการใช้จ่ายเงินที่ประชาชนเชื่อถือได้
การรวมที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักของนักวิชาการด้านวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จาก 6 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อร่วมกันหาทางออกภายใต้หัวข้อ เสวนา “อิสระแต่ต้องตรวจสอบได้ อนาคตสื่อสาธารณะไทย” ความเห็นของนักวิชาการด้านวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนทั้ง 6 มหาวิทยาลัยต่างเห็นตรงกันว่า สื่อสาธารณะจำเป็นสำหรับสังคมไทย และ ที่มาของรายได้ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระ โครงสร้างบริหาร การตรวจสอบภายใน รวมไปถึงการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาค ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน

เมื่อข้อมูลล้นทะลัก สังคมยิ่งต้องการสื่อที่เชื่อถือได้
นรินทร์ นำเจริญ อาจารย์ประจำคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า สถานการณ์ข่าวสารในปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมาก แต่ประชาชนกลับต้องรับภาระคัดกรองด้วยตัวเองว่าอะไรคือข้อเท็จจริงและอะไรคือข้อมูลที่บิดเบือน
จากประสบการณ์ติดตามข่าวสารจากกรุงเทพฯ ขณะทำงานอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ รศ.นรินทร์พบว่า ข่าวหนึ่งเรื่องอาจมีหลายแง่มุมและหลายมิติ ขณะที่ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นกลับทำให้ประชาชนต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
ในสถานการณ์เช่นนี้ สื่อสาธารณะจึงควรทำหน้าที่เป็นแหล่งข่าวที่ประชาชนไว้วางใจได้ นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และปราศจากการแทรกแซงจากทั้งรัฐและเอกชน
อย่างไรก็ตาม นรินทร์เห็นว่า หัวใจของความเป็นอิสระไม่ได้อยู่ที่แหล่งรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีหลักประกันรองรับอย่างชัดเจน หากมีการเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ รัฐจะรับประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการด้วยกลไกใด และจะป้องกันไม่ให้งบประมาณกลายเป็นเครื่องมือกำกับทิศทางการทำงานได้อย่างไร
การเสนอแก้ไขกฎหมายโดยไม่มีหลักประกันควบคู่กัน จึงอาจสร้างความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ มากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว
ขณะที่ เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นสอดคล้องกัน โดยอธิบายว่า สังคมกำลังเผชิญสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะวินาศทางข้อมูลข่าวสาร” (Information Armageddon) ซึ่งเป็นคำที่ มาริอา เรสซา นักข่าวชาวฟิลิปปินส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ใช้อธิบายความท้าทายของข่าวสารในยุคดิจิทัล
เมื่อข้อมูลสามารถถูกบิดเบือน ดัดแปลง และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ประชาชนย่อมเผชิญความยากลำบากในการแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลเท็จ และหากข้อมูลที่ประชาชนได้รับมาจากรัฐเพียงด้านเดียว ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการตรวจสอบอำนาจและการทำงานของระบอบประชาธิปไตย
“ในสภาวการณ์แบบนี้ เรายิ่งจำเป็นจะต้องมีสื่อที่เชื่อถือได้ เพื่อใช้เป็นหลักยึดสักหนึ่งสื่อ โดยสื่อจะไม่ได้แคร์เรื่องเรตติง และมั่นใจได้ว่าจะไม่เป็นกระบอกเสียงของรัฐ เขาจะต้องตรวจสอบรัฐบาลได้”
ภัยพิบัติยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของสื่อสาธารณะ
บทบาทของสื่อสาธารณะไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรายงานข่าวการเมืองหรือการตรวจสอบรัฐบาล แต่ยังรวมถึงการสื่อสารข้อมูลที่จำเป็นต่อชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ
เจษฎายกตัวอย่างสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาการสื่อสารในภาวะภัยพิบัติ (Disaster Communication) ขณะที่ประเทศไทยต้องเผชิญเหตุการณ์ผิดปกติอยู่เป็นระยะ ทั้งน้ำท่วม ภัยธรรมชาติ และเหตุกราดยิง
ในสถานการณ์เช่นนี้ สื่อเชิงพาณิชย์อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลบางประเภทมากเท่าที่ควร ขณะที่ข้อมูลจากภาครัฐก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเชื่อมั่นได้เสมอไป สื่อสาธารณะจึงมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลที่จำเป็น ตรวจสอบข้อมูลจากหลายฝ่าย และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจ
แต่การทำหน้าที่ดังกล่าวจำเป็นต้องมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบการทำงาน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับคำถามเรื่องแหล่งรายได้ขององค์กร
อังคณา พรมรักษา อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งข้อสังเกตว่า หากเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายปีจากรัฐ อาจกระทบต่อความคล่องตัวในการทำงาน เพราะกระบวนการจัดทำและอนุมัติงบประมาณต้องใช้เวลา ขณะที่ภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่รอรอบปีงบประมาณ
นอกจากนี้ การทำข่าวเชิงลึกบางประเด็นต้องใช้เวลาติดตามต่อเนื่อง และไม่สามารถรับประกันได้ว่าผลงานจะเสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาของงบประมาณแต่ละปี หากการจัดสรรเงินไม่สอดคล้องกับลักษณะงาน ก็อาจทำให้การทำงานระยะยาวสะดุดลงได้
อังคณายกตัวอย่างการกระจายอำนาจด้านการสื่อสารของไทยพีบีเอสในภาคอีสาน ซึ่งพยายามสร้างกลไกกองบรรณาธิการร่วมในระดับภูมิภาคตลอดช่วง 18 ปีที่ผ่านมา โดยกระบวนการลักษณะนี้ต้องอาศัยเวลา การติดตามประเมินผล และการทำงานต่อเนื่อง อีกทั้งไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการจะประสบความสำเร็จ
“ในอีสานเราจะเห็นกลไกที่ไทยพีบีเอสเข้าไปกระจายอำนาจในการสื่อสาร เริ่มมาตลอด 18 ปี ตั้งแต่ในยุคแรก ๆ เลยที่มีไอเดียการกระจายอำนาจไปสู่กองบรรณาธิการภูมิภาคและถูกออกแบบให้เป็นกอง บก.ร่วมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมันไม่ได้เสร็จปีต่อปี มันต้องมีความต่อเนื่อง ต้องมีการมอนิเตอร์ และที่สำคัญมันอาจจะไม่สำเร็จก็ได้”
อังคณาเห็นว่า การสนับสนุนสื่อสาธารณะในภูมิภาคและสื่อรายย่อยเป็นภารกิจสำคัญ เพราะช่วยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการสื่อสารสาธารณะ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ
บทเรียนจากอดีต แหล่งรายได้เกี่ยวข้องกับเสรีภาพสื่อ
สมัชชา นิลปัทม์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มองย้อนกลับไปว่า สังคมไทยเคยอยู่ภายใต้การควบคุมสื่อโดยรัฐอย่างเข้มข้น ก่อนจะเริ่มผ่อนคลายลงหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 แต่ในเวลาต่อมา สื่อก็ยังต้องเผชิญอิทธิพลจากกลุ่มทุน
บทเรียนดังกล่าวสะท้อนว่า การมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงและเป็นอิสระยังมีความสำคัญต่อการรักษาบทบาทของสื่อสาธารณะ เพื่อให้สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ว่า ความแตกต่างระหว่างสื่อแต่ละประเภทเห็นได้จากข้อจำกัดในการนำเสนอข่าว โดยหนังสือพิมพ์ในเวลานั้นสามารถนำเสนอข้อมูลบางด้านที่สื่อโทรทัศน์ซึ่งมีเจ้าของเป็นรัฐหรือทุนไม่สามารถนำเสนอได้อย่างเต็มที่
รุจน์ยังยกกรณีการยุบไอทีวีเป็นบทเรียนว่า ประเทศไทยเคยมีองค์กรสื่อที่สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐได้ แต่ท้ายที่สุดองค์กรกลับต้องยุติบทบาทลง กรณีดังกล่าวทำให้เห็นว่า แหล่งรายได้และโครงสร้างความเป็นเจ้าของมีความสำคัญต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของสื่อ
สำหรับไทยพีบีเอส แม้จะมีข้อยืนยันว่าองค์กรสามารถรักษาความเป็นอิสระได้แม้ได้รับเงินจากรัฐ แต่สิ่งที่ยังต้องตอบให้ชัดคือ มีหลักประกันและกลไกใดที่ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้จริงว่า ความเป็นอิสระดังกล่าวได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม
รุจน์ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงในการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยเปิดเผยเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐที่ภาคธุรกิจระบุว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ โดยในจำนวน 26 หน่วยงาน มี 23 หน่วยงานอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย
ประเด็นนี้นำไปสู่คำถามว่า หากไทยพีบีเอสต้องพึ่งพางบประมาณที่รัฐจัดสรร จะมีระบบคุ้มครองความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้การจัดสรรงบประมาณกระทบต่อการตรวจสอบการทำงานของรัฐได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองความเป็นอิสระไม่ได้หมายความว่าไทยพีบีเอสจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ ตรงกันข้าม ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการทำงานและการบริหารองค์กรควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป เพื่อให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น
ปฏิรูปองค์กรจากโครงสร้างบริหารถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า หากไทยพีบีเอสต้องการปฏิรูปองค์กร สิ่งสำคัญประการแรกคือการแก้ไขโครงสร้างการบริหารที่มีลักษณะเป็นแนวดิ่ง ซึ่งอาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติงานแยกขาดจากกัน
ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้กำหนดทิศทางองค์กร ก่อนส่งต่อไปยังคณะกรรมการบริหารและหัวหน้าส่วนงานตามลำดับ แต่คำถามคือ คนที่กำหนดนโยบายเข้าใจข้อจำกัดของผู้ปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด และมีคณะกรรมการหรือกลไกใดที่สามารถถ่วงดุลและตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นคือบทบาทของสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ซึ่งควรสะท้อนเสียงของประชาชนได้กว้างขวางกว่าการมีตัวแทนจำนวน 50 คน โดยเสนอว่า อาจต้องเพิ่มช่องทางออนไลน์ให้ประชาชนทั่วไปสามารถส่งข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนได้โดยตรง เพื่อขยายการมีส่วนร่วมให้ครอบคลุมคนหลายกลุ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามด้วยว่า ความคิดเห็นจากสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการถูกนำไปใช้จริงมากน้อยเพียงใด เพราะกระบวนการที่ประชาชนเสนอความคิดเห็น แล้วต้องผ่านคณะกรรมการหลายระดับก่อนถึงคณะกรรมการนโยบาย อาจทำให้เกิดคำถามว่า ข้อเสนอเหล่านั้นได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการเปิดช่องทางรับฟังเสียงประชาชน แต่ต้องมีระบบติดตามผลที่แสดงให้เห็นว่า ข้อร้องเรียนถูกดำเนินการอย่างไร มีความคืบหน้าเพียงใด และนำไปสู่การปรับปรุงการทำงานได้จริงหรือไม่
ใช้เงินสาธารณะให้เกิดผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างภายใน “เจษฎา”เห็นว่า ไทยพีบีเอสควรพัฒนาผลงานให้มีมาตรฐานสากลมากขึ้น ทั้งการให้บริการข้อมูลภาษาต่างประเทศและการผลิตข่าวสืบสวนสอบสวนที่ลงลึกในประเด็นสำคัญของสังคม
เขาระบุว่า สื่อสาธารณะหลายแห่งทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านรายได้จากพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป เช่น NHK ของญี่ปุ่น ซึ่งเผชิญปัญหาจำนวนผู้ชมโทรทัศน์ลดลงและรายได้จากค่าธรรมเนียมรับชมที่ลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน NHK ยังมีช่องทางสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลงาน เช่น สารคดี ละคร และรายการสำหรับเด็ก
สำหรับไทยพีบีเอส การพัฒนาคุณภาพและความหลากหลายของผลงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ประชาชนเห็นคุณค่าของงบประมาณที่องค์กรได้รับ โดยเฉพาะเงินจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ซึ่งมีการกล่าวถึงในเวทีว่าอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท
คำถามสำคัญคือ เงินจำนวนนี้สร้างประโยชน์สาธารณะได้มากน้อยเพียงใด ทั้งในด้านการเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบอำนาจรัฐ การผลิตข่าวเชิงลึก และการช่วยให้ประชาชนเข้าใจปัญหาที่กระทบต่อชีวิตของตนเอง
อังคณาเสริมว่า ข้อจำกัดทางกฎหมายยังเป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุนผู้ผลิตสื่อสาธารณะท้องถิ่น โดยไทยพีบีเอสไม่สามารถให้ทุนแก่ผู้ผลิตบางรายได้เต็มตามความต้องการ ส่งผลให้ผู้ผลิตสื่อรายย่อยบางส่วนยังขาดเงินทุน แม้จะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรแล้วก็ตาม
การปฏิรูปกฎหมายจึงควรพิจารณาด้วยว่าจะทำให้สื่อขนาดเล็กและขนาดใหญ่เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ทรัพยากรและโอกาสในการนำเสนอประเด็นสาธารณะกระจุกตัวอยู่กับองค์กรขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง
จากการรายงานปัญหา สู่การนำเสนอทางออก
อังคณายังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่า “ไม่ต้องมีสื่อก็ได้” อาจเป็นเพราะยังไม่เห็นผลงานที่นำเสนอทางออกของปัญหาได้มากพอ
สื่อสาธารณะจึงควรพัฒนาการทำข่าวที่มุ่งค้นหาทางออก (Solution Journalism) ควบคู่กับการรายงานปัญหา โดยไม่หยุดอยู่เพียงการเปิดเผยความผิดพลาดหรือชี้ให้เห็นความเดือดร้อน แต่ต้องติดตามด้วยว่า มีแนวทางแก้ไขใดที่ทำได้จริง ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และประชาชนจะมีส่วนร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
อีกด้านหนึ่ง คือการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานสื่อจากสถานการณ์จริง ลงพื้นที่จริง และทำความเข้าใจปัญหาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง
สมัชชาเห็นสอดคล้องกันว่า สื่อสาธารณะสามารถทำหน้าที่เป็นห้องเรียนสำหรับนักศึกษา เปิดโอกาสให้ทดลองทำงานและฝึกปฏิบัติในพื้นที่จริง ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่สื่อเชิงพาณิชย์อาจมีข้อจำกัดในการดำเนินการ เพราะต้องคำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทนทางธุรกิจ
ความร่วมมือดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาบุคลากรสื่อรุ่นใหม่ แต่ยังช่วยสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการสื่อสารเพื่อประโยชน์สาธารณะ และขยายพื้นที่ให้เสียงของประชาชนในท้องถิ่นได้รับการนำเสนอมากขึ้น
อิสระต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ
ข้อเสนอจากนักวิชาการในเวทีสะท้อนตรงกันว่า อนาคตของไทยพีบีเอสไม่ควรถูกจำกัดอยู่กับการถกเถียงว่าจะคงแหล่งรายได้เดิมหรือเปลี่ยนไปพึ่งพางบประมาณจากรัฐ เพราะไม่ว่าองค์กรจะได้รับเงินจากแหล่งใด ก็ยังต้องตอบคำถามสำคัญสองด้านพร้อมกัน
ด้านแรก คือจะสร้างหลักประกันอย่างไรให้สื่อสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐและทุนได้โดยไม่ถูกแทรกแซง ทั้งในระดับกฎหมาย โครงสร้างบริหาร และการจัดสรรงบประมาณ อีกด้านหนึ่ง คือจะทำให้การใช้งบประมาณ การบริหารองค์กร และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโปร่งใสและตรวจสอบได้อย่างไร
การปฏิรูปจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่ระบบถ่วงดุลผู้บริหาร การเปิดเผยผลการดำเนินงาน การติดตามข้อร้องเรียน การสนับสนุนสื่อท้องถิ่น ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพข่าวและการนำเสนอทางออกของปัญหาสังคม
ท้ายที่สุด ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะไม่ควรเป็นเพียงหลักการที่ระบุไว้ในกฎหมาย แต่ต้องปรากฏให้เห็นผ่านการทำงานจริง ขณะเดียวกัน ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ไม่ควรเป็นเพียงการเปิดรับความคิดเห็น หากต้องแสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นเหล่านั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
โจทย์ของไทยพีบีเอสจึงไม่ใช่เพียงการรักษาองค์กรให้อยู่รอด แต่คือการพิสูจน์ว่า สื่อที่ได้รับเงินเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจ ตรวจสอบตัวเองได้ และทำให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการมีอยู่ได้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- “สื่อสาธารณะ” ในสังคมประชาธิปไตย ต้องเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ -ทุน
- ไม่เรียก-ไม่รับ -ไม่ให้-ไม่จ่าย ตัดวงจรคอร์รัปชัน
- เปิดทาง OECD สำรวจ ความเชื่อมั่นประชาชนต่อภาครัฐ




