ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและการทำงานของผู้คนอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงเทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวก วันนี้ AI สามารถทำงานได้อย่างและซับซ้อนมากขึ้น ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการทำงานในหลายอุตสาหกรรม แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความกังวลว่า เมื่อ AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานมากน้อยเพียงใด
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ถูกเปิดด้วยวงสนทนาแรก หัวข้อ “Small AI : More amd Better Jobs” โดยบนเวทีพูดคุยนั้น คริสตาลินา จอร์จีวา ประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปรียบการพัฒนา AI ในปัจจุบันเหมือนกับคลื่นสึนามิ
“ถึงแม้ว่านี่จะเป็นสึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ แต่มันก็ยังคงเป็นสึนามิอยู่วันยังค่ำ” จอร์จีวา กล่าว
ประธาน IMF ประเมินว่า ในระยะยาว AI จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานทั่วโลกประมาณ 40% โดยงานบางประเภทจะได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพจาก AI ขณะที่งานบางประเภทอาจถูกลดบทบาทลง หรือถูกทดแทนจนตำแหน่งงานหายไป ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นผลกระทบบางส่วนแล้ว
สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว คาดว่างานประมาณ 60% จะได้รับผลกระทบจาก AI ขณะที่ประเทศรายได้น้อยอยู่ที่ประมาณ 23% แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูเหมือนว่าประเทศรายได้น้อยได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่า เพียงแต่ AI ยังเข้าไปมีบทบาทไม่มากนัก โดยเฉพาะ AI ขนาดเล็ก (Small AI) ที่ยังเข้าถึงประชาชนและภาคเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ได้ไม่ทั่วถึง
AI ดันงานค่าจ้างต่ำเพิ่มขึ้น
ดังนั้นแต่ละประเทศจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้อย่างไร จอร์จีวา เสนอแนวทาง 3 ประการ
ประการแรก ต้องศึกษาอย่างรอบคอบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในตลาดแรงงาน ด้วยการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ โดย IMF ได้ทำการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่า งานประมาณ 10% ต้องการทักษะด้าน AI และทักษะระดับสูง ซึ่งงานเหล่านี้ให้ค่าจ้างที่ดี
ขณะที่งานประจำที่มีลักษณะทำซ้ำ ๆ กำลังลดจำนวนลง และที่สำคัญ งานที่ให้ค่าจ้างต่ำกลับเพิ่มขึ้น โดยความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นใน 2 กลุ่ม ได้แก่ งานก่อสร้าง และงานบริการ แม้ผลกระทบสุทธิด้านการจ้างงานในกลุ่มที่ศึกษาจะเป็นบวก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นงานที่มีค่าจ้างต่ำ
“กลุ่มคนที่ต้องกังวลมากสุด คือ คนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยปกติแล้วพวกเขาจะเริ่มต้นจากงานประจำที่ทำซ้ำ ๆ เหล่านี้ แล้วค่อยเติบโตก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับขั้น แต่ถ้างานเหล่านี้หายไปแล้ว ฉันไม่คิดว่าจะมีคนรุ่นใหม่อยากเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟไปตลอดชีวิตหรอกนะ” ประธาน IMF กล่าว
ดังนั้น ผลการศึกษาดังกล่าวต้องลบความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า AI กำลังลดความต้องการแรงงานคน เพราะสิ่งที่ AI กำลังทำอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่การลดความต้องการแรงงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความต้องการแรงงานมากกว่า
ประการที่สอง ภาครัฐต้องตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบสำคัญในการทบทวนรูปแบบการศึกษาใหม่ให้สอดคล้องกับโลกยุค AI เพราะการเรียนรู้ทักษะเพียงชุดเดียวไม่สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้ตลอดชีวิตอีกต่อไป ดังนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่สาม ต้องตระหนักถึงประเด็นด้านการคลัง เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลส่วนใหญ่มาจากการจัดเก็บภาษีประชาชน แต่หาก AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง ขณะที่บทบาทของทุนเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดคำถามว่า รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีจากแหล่งใด และแรงงานจะมีรายได้จากช่องทางไหน
บทบาทสำคัญที่สุดของรัฐบาล คือ การช่วยเหลือให้สังคมสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกยุค AI ได้ เพราะหากรายได้ของรัฐบาลลดลง ก็จะทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางการคลังที่ยากลำบากอย่างแน่นอน
โดยสรุป แม้ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่า โลกของการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้ คือ การติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรอบคอบและมีวินัย เพื่อนำข้อมูลมาถอดบทเรียน และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องลงมือทำทันที
งานระดับเริ่มต้นกำลังน้อยลง กระทบเด็กจบใหม่
ประธาน IMF มองว่าผลกระทบ AI เหมือนคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ แต่ ทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ กลับไม่ได้มองเช่นนั้น แต่มองว่า AI จะส่งผลกระทบในลักษณะค่อย ๆ กระจายตัวไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ และยังพอมีเวลาปรับตัว โดยสิ่งสำคัญ คือ การเรียนรู้ในขณะทำงาน
อย่างไรก็ตาม มีปัญหาสำคัญที่ต้องรีบจัดการในระยะใกล้ทั่วโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา คือ โอกาสในการทำงานของเด็กรุ่นใหม่หลังเรียนจบ เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นกำลังมีความต้องการน้อยลง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก AI มากที่สุด ขณะที่แนวโน้มดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นในภาคธุรกิจอื่น ๆ เช่นกัน
ขณะเดียวกัน สิ่งที่รัฐบาลต่าง ๆ เคยทำมาในช่วงโควิด-19 และวิกฤตการเงินโลก ตอนนี้ต้องถูกนำมาพิจารณาใหม่ ไม่ใช่มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในยามวิกฤต แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างนโยบายที่รัฐบาลควรในยุคใหม่ คือ รัฐบาลต้องมีส่วนร่วมกับภารเอกชน เพื่อทำให้งานแรกน้นเป็นไปได้ เพื่อเพื่อทำให้เส้นทางสู่วันเริ่มต้นของบันไดไต่เต้าในอาชีพมีความเป็นไปได้
ทั้งนี้ไม่สามารถปล่อยปัญหาดังกล่าวได้ เพราะหากสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป จะไม่เพียงแต่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องรอนาน 1 ปี และต้องไปแข่งขันกับคนรุ่นใหม่กลุ่มถัดไปในปีหน้าเท่านั้น แต่จะสูญเสียทักษะที่สะสมมานานกว่าหนึ่งปี สูญเสียชุดคุณลักษะที่จับต้องไม่ได้ทั้งหมด และสูญเสียความเชื่อมั่นในอนาคต
ดังนั้น ในด้านนโยบายสาธารณะ จึงจำเป็นต้องหาแนวทางจูงใจให้ภาคเอกชนรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานและเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานจริง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญในการกำหนดนโยบาย
ปรับการศึกษาลดวิชาการ เน้นปฏิบัติจริง
ขณะเดียวกัน หากมองย้อนกลับจากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดแรงงานไปสู่ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประการที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น
ประการแรก การปรับรูปแบบการศึกษาให้เน้นการปฏิบัติจริงมากขึ้น หากมองประเทศในเอเชีย ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา กำลังเผชิญความเสี่ยงที่แรงงานทักษะระดับกลางจะถูกทดแทนด้วยระบบ AI จึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการศึกษาเพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้สามารถปรับตัวได้
ปัจจุบันระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา รวมถึงมหาวิทยาลัย ยังคงมุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงวิชาการมากเกินไป ขณะที่ข้อมูลเริ่มสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างวุฒิการศึกษากับโอกาสในการทำงานกำลังลดลง
ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษที่ความต้องการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ลดลง ขณะเดียวกัน ส่วนต่างค่าจ้างที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้รับเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสัญญาณเตือนยุคใหม่ที่สะท้อนว่า ถึงเวลาต้องทบทวนระบบการศึกษา โดยลดการมุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว และหันมาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงมากขึ้น ทั้งการฝึกงาน การฝึกอบรม และการนำประสบการณ์ทำงานจริงมาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร
รวมถึงการจัดการศึกษาแบบทวิภาคี ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้เวลาฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการควบคู่กับการเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบการศึกษาเชิงประยุกต์ให้มากขึ้น
ประการที่สอง การออกแบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่า โลกของการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายการศึกษาจึงต้องเปิดกว้างและไม่ยึดติดกับแนวทางการศึกษาเพียงรูปแบบเดียว โดยเฉพาะการเลือกระหว่างการเรียนรู้เชิงลึก กับการเรียนรู้อย่างกว้างขวางในหลากหลายสาขา
เนื่องจากงานบางประเภทจำเป็นต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญเชิงลึก เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานอีกหลายประเภทจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลาย เพื่อสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ข้ามสายงาน รวมถึงปฏิบัติงานที่ต้องอาศัยทักษะรอบด้านของมนุษย์
ดังนั้น จึงไม่ควรยึดติดในรูปแบบเดียว โดยต้องตระหนักรู้ที่จะยอมรับว่าอยาคตคาดเดายาก และความคล่องตัว คือ แนวทางที่ต้องดำเนินต่อไป ไม่เพียงแค่บริษัทและอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความคล่องตัวในตัวระบบการศึกษาด้วย
เปิด 5 ส่วนสำคัญ ในการสร้างงาน
ในช่วง 15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวประมาณ 1.2 พันล้านคนทั่วโลกเข้าสู่วัย 18 ปี ตามการประเมินของ อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank) พร้อมระบุว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนทางประชากร หากคนกลุ่มเหล่านี้มีโอกาสทำงาน สร้างรายได้ และมีส่วนร่วมในการเพิ่มผลิตภาพให้กับสังคม
ธนาคารโลกจึงปรับทิศทางการดำเนินงานให้มุ่งเน้นการสร้างงานมากขึ้น โดยไม่ได้ละทิ้งการลงทุนด้านการศึกษา ถนน ศูนย์ฝึกทักษะ หรือสถานพยาบาล แต่ต้องทำภายใต้เป้าหมายการสร้างงาน เริ่มจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการกำกับดูแลและนโยบายที่เหมาะสม รวมถึงการลดความเสี่ยงเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในวงกว้าง เนื่องจากภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการสร้างงาน โดยมีสัดส่วนการจ้างงานประมาณ 75–85% ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
จากการหารือร่วมกันของคณะที่ปรึกษาระดับสูงด้านการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน ได้ข้อสรุปว่า มี 5 ภาคส่วนสำคัญที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเติบโตของการจ้างงาน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพารูปแบบการจ้างงานแบบ Outsourcing หรือการรับจ้างงานจากประเทศพัฒนาแล้วมายังประเทศกำลังพัฒนาเหมือนที่ทำกันมาตลอด 30–40 ปี แต่จะเน้นการสร้างงานที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของท้องถิ่น ได้แก่
ประการแรก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสะพาน ถนน สนามบิน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งการศึกษาและการฝึกทักษะ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
ประการที่สอง ภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากเศรษฐกิจของหลายประเทศยังพึ่งพาการผลิตอาหารจากเกษตรกรรายย่อยเป็นอย่างมาก แต่เกษตรกรกลุ่มนี้กำลังเผชิญการแข่งขันอย่างหนัก ดังนั้น การส่งเสริมการเข้าถึงสหกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการแข่งขัน
ประการที่สาม การบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ ตัวอย่างเช่น ประเทศอินโดนีเซีย หากมีการขยายศูนย์บริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยแต่ละแห่งมีพยาบาล ผดุงครรภ์ และเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการวินิจฉัยทางการแพทย์ ก็จะช่วยสร้างงานจำนวนมากและเพิ่มคุณภาพการจ้างงาน ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำเทคโนโลยีและ AI มาเชื่อมต่อกับบริการแพทย์ทางไกล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่ไม่มีอยู่ในพื้นที่ได้
ประการที่สี่ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างงานและกระจายการจ้างงานไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่ใช้การท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ไทยยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาภาคการท่องเที่ยวให้ก้าวหน้าไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ประการที่ห้า ภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งไม่ใช่เพียงการขุดหรือสกัดทรัพยากรธรรมชาติออกไปเท่านั้น แต่ต้องนำทรัพยากรเหล่านั้นมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในท้องถิ่น โดยเฉพาะแร่ธาตุและโลหะ ซึ่งประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่งมีทรัพยากรสำรองจำนวนมาก แต่สิ่งที่ประเทศเหล่านี้ต้องการอย่างแท้จริง คือ การสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับประชาชน
นอกจากนี้ ในทวีปแอฟริกา อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และภาคการผลิตยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยการสร้างงานสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ทั้งการเป็นผู้ประกอบการ การประกอบอาชีพอิสระ หรือการทำงานในฐานะลูกจ้าง
ดัน Small AI เพิ่มผลิตภาพ สร้างงานประเทศกำลังพัฒนา
สำหรับบทบาทของ AI ในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความกังวลว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) จะเข้ามาทดแทนแรงงานหรือไม่ เพราะผลกระทบดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน แต่อยู่ที่การนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งการศึกษา ระบบสาธารณสุข และเกษตรกรรมรายย่อย
ประธานธนาคารโลก เสนอให้ใช้ AI ขนาดเล็ก (Small AI) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ
ตัวอย่างเช่น การใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรคเบื้องต้นในคลินิกสุขภาพของอินโดนีเซีย และเชื่อมต่อกับแพทย์เฉพาะทางผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกับ Google เพื่อช่วยเกษตรกรในอินเดียให้เข้าถึงปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ สินเชื่อ ประกันภัยพืชผล และราคาขายผลผลิตที่ดีขึ้น
แม้ AI ขนาดใหญ่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อตลาดแรงงานในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ AI ขนาดเล็กกลับมีศักยภาพมหาศาลในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ธนาคารโลกกำลังผลักดันผ่านคณะที่ปรึกษาระดับสูงด้านการจ้างงาน
“เอกนิติ” ย้ำลงทุน Data Center ต้องสร้างงานให้คนไทย
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยมุ่งการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับ 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ การยกระดับงานที่มีอยู่เดิม การพัฒนาทักษะและขีดความสามารถเพื่อสร้างงานใหม่ และการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จาก AI อย่างทั่วถึง ภายใต้แนวคิด AI in All, All in AI และ AI for All
“AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของผู้คนและรูปแบบการดำเนินธุรกิจไปแล้ว และหนึ่งในคำถามสำคัญก็คือ เราจะนำ AI มาใช้เพื่อสร้างงานที่ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนของเราได้อย่างไร” เอกนิติกล่าว
ประการแรก AI in All คือ การนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพในการทำงานและการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่เดิม โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ออกมาตรการสนับสนุนทางการคลังเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน แต่ไม่ต้องการให้มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการช่วยเหลือเฉพาะหน้า จึงได้พัฒนาผู้ช่วย AI ชื่อว่า “นกกระซิบ” (Nong Lep Sib) ซึ่งติดตั้งอยู่ในแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ผู้ค้ารายย่อยใช้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอยู่แล้ว
AI ดังกล่าวทำหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาทางธุรกิจ ช่วยผู้ค้ารายย่อยบริหารจัดการกิจการในชีวิตประจำวัน โดยปัจจุบันมีผู้ค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านรายใช้งาน AI เพื่อบริหารจัดการสินค้าคงคลังและคำนวณผลกำไรจากการประกอบธุรกิจ
นอกจากนี้ ในระยะต่อไป หากได้รับความยินยอมจากผู้ประกอบการ ข้อมูลธุรกรรมจากการค้าขายยังสามารถนำมาใช้ช่วยให้ธนาคารประเมินและทำความเข้าใจลักษณะการดำเนินธุรกิจของผู้ค้ารายย่อยได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ประการที่สอง All in AI คือ การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศเพื่อสร้างงานใหม่ โดยปัจจุบันประเทศไทยกำลังดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ทั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์ บริการคลาวด์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้มั่นใจว่าการลงทุนเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างงานให้กับแรงงานไทยอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงทำงานร่วมกับนักลงทุนผ่านโครงการ Skill Bridge โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยและเชื่อมโยงไปสู่โอกาสในการจ้างงานที่เกิดขึ้นจริง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยไม่ต้องการให้โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มีต้นทุนสูงจนมีเพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้น ควบคู่กับการเพิ่มการลงทุนด้านระบบประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ รัฐบาลยังต้องการลดต้นทุนการใช้งาน AI รวมถึงต้นทุนของโทเคน (Token) ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้วัดปริมาณข้อมูลในการประมวลผลของระบบ AI
เป้าหมายคือการเปิดโอกาสให้ธุรกิจสตาร์ตอัป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงมหาวิทยาลัย สามารถเข้าถึง พัฒนา และใช้งานเทคโนโลยี AI ได้มากขึ้น แทนที่จะจำกัดโอกาสดังกล่าวไว้เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่
ประการที่สาม AI for All คือ การทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จาก AI และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เนื่องจากต้องยอมรับว่าประชาชนและภาคธุรกิจมีความสามารถในการปรับตัวแตกต่างกัน โดยแรงงานบางกลุ่มจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ธุรกิจบางแห่งต้องการเวลาและการสนับสนุนเพิ่มเติม ขณะที่งานบางประเภทจะเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
ดังนั้น ภาครัฐจึงมีหน้าที่ช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น โดย AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐและมาตรการทางการคลัง เพื่อให้รัฐบาลสามารถเข้าใจความต้องการและข้อจำกัดของประชาชนแต่ละกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด ทั้งการสนับสนุนด้านรายได้ การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) และการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการนำ AI มาใช้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มโอกาสให้กับประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพให้ความสำคัญในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากธนาคารโลกและสถาบันระหว่างประเทศอื่น ๆ ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บทเรียน และประสบการณ์จากการดำเนินงานจริง เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถนำ AI ไปใช้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างทั่วถึง
ขณะเดียวกัน ยังต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี ทั้งการหลอกลวงทางออนไลน์ (Online Scams) และการสร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอปลอมด้วย AI (Deepfakes) ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ
บทความที่เกี่ยวข้อง:




