สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ต่างประกาศในทิศทางเดียวกันว่าทั้งสองประเทศได้บรรลุกรอบข้อตกลงสันติภาพ เพื่อยุติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเจรจายาวนานกว่า 2 เดือน โดยจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และมีผลทันทีในวันดังกล่าง ซึ่งจะส่งผลให้เรือขนส่งพลังงานสามารถกลับมาสัญจรได้อีกครั้งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากถูกปิดการสัญจรตั้งแต่เกิดสงครามเต็มรูประหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
อ่านเพิ่มเติม: สงครามตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทยลึกกว่าที่คิด
ทันทีที่ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงสำเร็จ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงทันที 5% จนแตะระดับต่ำสุดใหม่ในรอบกว่า 3 เดือน โดยน้ำมันเบรนท์ (Brent) อยู่ที่ระดับ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กราฟแสดงราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ช่วง 1 ปี (ที่มา: tradingeconomics)

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน การขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดโลกเผชิญความยากลำบาก ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและสร้างแรงกดดันต่อหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าว เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญที่รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของการใช้พลังงานทั่วโลก
คาดทั่วโลกเร่งสะสมน้ำมันหลังเปิดฮอร์มุซ
The Guardian รายงานระบุว่า ในช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ประกอบด้วยสมาชิก 32 ประเทศ ได้ปล่อยน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงสำรองฉุกเฉินเข้าสู่ตลาดในปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อัตราประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อชดเชยการนำเข้าที่ลดลงและบรรเทาปัญหาการขาดแคลน โดยเฉพาะจีนคาดว่าการนำเข้าลงประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จนแตะระดับต่ำสุดในรอบทศวรรษ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจีนดึงน้ำมันสำรองที่มีอยู่สูงเป็นประวัติการณ์มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการ และหยุดการสะสมน้ำมันอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงประมาณ 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีในหลายประเทศของเอเชียปรับลดการกลั่นลง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
โทนี่ ไซคามอร์ นักวิเคราะห์จาก IG Group บริษัทด้านบริการการเงินและแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ระดับโลก ประเมินว่า เมื่อประเทศต่าง ๆ กลับมาเปิดการค้าและการขนส่งตามปกติ คาดว่าจะเร่งนำเข้าน้ำมันเพื่อเติมคลังที่ลดลง รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการเจรจายังคงมีความซับซ้อน โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงได้อย่างจำกัดในระยะสั้น
ราคาน้ำมันยังทรงตัวระดับ 70 ดอลลาร์ถึงสิ้นปี
อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐฯ ประกาศลงนามยุติสงครามกับอิหร่าน โดยระบุว่าการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในวันศุกร์ 19 มิ.ย.นี้ ทำให้บรรดานักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าระดับก่อนสงคราม
ซิตี้ (Citi) ปรับลดคาดการณ์ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบเบรนท์ในไตรมาส 3 ปีนี้ ลงมาอยู่ที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไตรมาส 4 ลงมาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันเบรนท์ในปี 2570 เหลือ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ มีความน่าจะเป็นที่ 60% ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการลงนามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการ และการเจรจาจะช่วยให้การเดินเรือและการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในช่วงกลางถึงปลายเดือนก.ค.
ขณะนี้ ตลาดกำลังตอบรับเพียงข่าวการบรรลุ MoU เท่านั้น แต่ยังไม่ได้สะท้อนความเป็นไปได้ที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมามีเสถียรภาพในระยะกลางอย่างเต็มที่ โดยหากปัจจัยดังกล่าวถูกนำมาประเมินอย่างครบถ้วน ราคาน้ำมันดิบอาจต่ำกว่าระดับปัจจุบันอีกราว 10-15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลาดห่วงข้อตกลงสะดุดก่อนลงนาม
กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Dr.KOB” ระบุว่า รายละเอียดของข้อตกลงดังกล่างยังไม่เปิดเผย แต่จาก เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ข้อตกลงจะประกอบด้วย 1. อิหร่านจะไม่ให้แสวงหา จัดหา หรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ 2. เปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที เพื่อการเดินเรือและการค้าระหว่างประเทศอย่างเสรี 3. ยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ โดยมีผลในทันที และ4. เปิดประตูสู่การลงทุนครั้งมหาศาล ที่จะสร้างการเติบโตและความมั่งคั่งให้กับทั้งภูมิภาคอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ทั้งหมดต้องรออีก 5 วัน ที่สิ่งต่าง ๆ จะสามารถเกิดขึ้นได้
ขณะที่ในประเทศอิหร่าน มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ล่าสุดมีการสร้างกระแสโจมตีคนที่เจรจาว่าเป็นผู้ทรยศต่อชาติ จนกระทั่ง ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ต้องบอกว่า เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งที่บุคคลซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ภารกิจอย่างเป็นทางการ เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและศักดิ์ศรีของประเทศ กลับต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาและการตีตราว่าเป็น “คนทรยศ” หรือ “ผู้หักหลังชาติ” การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิอันชอบธรรมของสังคม แต่การมุ่งทำลายผู้ที่กำลังปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น ห่างไกลจากความยุติธรรม และไม่ใช่พฤติกรรมที่สมควรแก่ผู้มีเกียรติหรือความเป็นลูกผู้ชายแต่อย่างใด
จากความคืบหน้าเหล่านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงทันที แต่การปรับลดลงยังอยู่ในวงจำกัด ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลใจในช่วง 5 วันข้างหน้านี้ ว่าจะมีปัจจัยอะไรเกิดขึ้นที่ทำให้ข้อตกลงสะดุด เนื่องจากทุกฝ่ายจะมีการหารือเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมการก่อนลงนามวันศุกร์ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซจากเดิมที่ระบุว่าจะเปิดทันที ก็ถูกเลื่อนมาเปิดวันศุกร์ นอกจากนี้อิหร่านเองก็ยังเผชิญแรงกดดันจากภายในที่มีความเห็นแตกต่าง
ขณะที่ฝั่งอิสราเอลก็คงไม่หยุดการทำสงครามจริงและอาจมีการตอบโต้กับประเทศเลบานอน ต่างจากที่ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้แจ้งทุกคนว่าสันติภาพรวมทุกพื้นที่โดยเฉพาะเลบานอน “หมายความว่ายังมีอีก 1 โค้งให้ทุกคนลุ้น ให้กลั้นใจอีก 5 วัน”
อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีการล้มโต๊ะข้อตกลง “กระทันหัน” จากรายงานของเดอะนิวยอร์กไทม์ (The New York Times) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ ได้ สหรัฐฯ จะกลับมาโจมตีทางทหารต่อเตหะรานอีกครั้ง และทำให้สหรัฐฯ เป็น “ผู้พิทักษ์ตะวันออกกลาง” โดยแลกกับส่วนแบ่งรายได้ของภูมิภาค 20%
ทั้งหมดนี้คงต้องดูใจไปเป็นวัน ๆ และหวังว่าจะสงบตกลงกันได้จนได้ลงนามจริง
เงินเฟ้อพุ่งสูง จบรอบดอกเบี้ยขาลง
บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า การบรรลุกรอบข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐฯ และอิหร่าน ลดแรงกดดันปัญหาภาวะน้ำมันขาดแคลน (Supply shortage) หลังกำลังการผลิตน้ำมันของโอเปก (OPEC) ในเดือน มิ.ย. 69 อยู่ระดับ 16.3 ล้านล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี รวมถึงเพิ่มความคาดหวังเงินเฟ้อชะลอตัวลงตาม จากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย WTI ในเดือน มิ.ย. 69 ย่อตัวลงเหลือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากจุดพีคที่ 99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ผลพวงของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง สิ้นสุดลง และอาจเห็นการเดินหน้านโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นในระยะถัดไป
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




