ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังทวีความแรงมากขึ้น หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก เพื่อตอบโต้การบุกโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างหนัก ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 60–70% ของการใช้ทั้งหมด โดยเกือบครึ่งมาตากแถบตะวันออกกลาง ดังนั้นอาจทำให้ไทยประสบปัญหาการจัดหาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดิบ แตกต่างจากก๊าซธรรมชาติที่ไทยยังคงผลิตได้เองในสัดส่วนที่สูง
ไทยเหลือน้ำมันใช้ 95 วัน
ข้อมูลของ สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบกรมธุรกิจพลังงาน ที่นำมาเปิดเผยในงานเสวนา “ความมั่นคงทางพลังงานไทยภายใต้วิกฤตการณ์โลก : ถอดรหัสความเสี่ยง สู่แผนรับมือของชาติ” ของสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานนานมากสุด 95 วัน
โดยแบ่งเป็น น้ำมันสำรองเพื่อการค้าของผู้ค้าน้ำมัน มีปริมาณ 1,403 ล้านลิตร พอใช้นาน 30 14 วัน น้ำมันสำรองตามกฎหมายที่อยู่ในคลังสำรองยุทศาสตร์ มีปริมาณ 3,389 ล้านลิตร พอใช้นาน 30 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งทางเรือมาจากช่องแคบฮอร์มุซ มีปริมาณ 3,350 ล้านลิตร พอใช้นาน 30 26 วัน และน้ำมันที่กำลังรอถ่ายลงเรือที่จะขนส่งผ่านเส้นทางอื่น เช่น ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-AI mandab) ทางใต้ของทะเลแดง และในแถบแอฟริกาตะวันตก อีกประมาณ 3,700 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอพอใช้นาน 30 วัน
อย่างไรก็ตามท่ามกลางความกังวลของสังคมที่เชื่อว่าน้ำมันในไทยจะขาดแคลน อธิบกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า “ถ้าวันนี้คิดว่าเราไม่สามารถหา Sourcing (แหล่งน้ำมัน) ได้ แล้วเราอยู่เฉย ๆ ไม่ทําอะไร น้ำมันก็จะทยอยมาหาเรา ก็ยังอยู่ได้ไปอีกอีก 90 วัน 95 วัน”
หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อนานจนไม่สามารถขนน้ำมันออกมาจากช่องแคบฮอร์มุซ ได้ อธิบกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ไทยยังสามารถขนถ่ายน้ำมันจากแหล่งอื่นในบริเวณใกล้เคียงได้จาก ท่าเรือฟูไจราห์ (UAE)

เทียบแหล่งขนน้ำมันอื่นทดแทนฮอร์มุซ
ปัจจุบัน ท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) ตั้งอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สามารถส่งออกน้ำมันได้ปริมาณ 1.5–1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ท่าเรืออื่นในภูมิภาคที่สามารถใช้เป็นทางเลือกในการส่งออกน้ำมันโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เช่น ท่าเรือยานบูอ์ (Yanbu) ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเชื่อมต่อกับท่อส่งน้ำมัน East–West Pipeline ส่งออกได้สูงสุดประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วน ท่าเรือดูคม (Duqm) และท่าเรือโซฮาร์ (Sohar) ในประเทศโอมาน มีศักยภาพรองรับการส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 230,000–250,000 บาร์เรลต่อวัน และประมาณ 200,000 บาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ
เมื่อรวมกันทั้งหมดศักยภาพส่งออกน้ำมันทุกท่าเรือจะอยู่ที่ราว 6.9 – 7.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันอื่น ๆ ในภูมิภาคยังไม่อาจสามารถทดแทนปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบได้ทั้งหมด
ดังนั้น การที่ไทยจะเปลี่ยนไปขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางอื่นเพื่อทดแทนช่องแคบฮอร์มุซจึงอาจทำได้ไม่ง่าย เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอื่น ๆ ก็คงมีแนวโน้มเปลี่ยนไปใช้เส้นทางดังกล่าวเช่นเดียวกันย
ขณะที่การจัดหาแหล่งน้ำมันจากภูมิภาคอื่น ๆ ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนออกมาจาก กระทรวงพลังงาน ท่ามกลางปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศที่มีแนวโน้มจะทยอยลดลงเรื่อย ๆ ในระยะเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า
ไทยวิกฤตพลังงานระดับไหน
กระทรวงพลังงานมีแผนจัดการเพื่อป้องกันแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศ ประกอบด้วย 3 ระดับความรุนแรง
ระดับที่ 1 กระทบการจัดหาน้ำมันต่อเนื่องมากกว่า 7 วัน โดยให้โรงกลั่นเร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น และเพิ่มอัตราส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันสำเร็จรูป
ระดับที่ 2 น้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือลดลงเข้าใกล้ระดับขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีสำรองไว้ (Lagal Reserve) เงื่อนไขคือ น้ำมันดิบต้องเหลือใช้เพียง 25 วัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG) เหลือใช้ 7 วัน หรือการจัดหาน้ำมันดิบลดลง 50% นาน 1 เดือน และLPG หยุดนานเกิน 7 วัน โดยรัฐบาลจะระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มอัตราสำรองในประเทศ
ระดับที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือลดลงเข้าสู่ระดับ Lagal Reserve และการจัดหาน้ำมันดิบไม่ได้นาน เกิน 1 เดือน หรือ จัดหา LPG ไม่ได้เกิน 14 วัน รัฐบาลจะใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเริ่มจากให้น้ำมันเฉพาะรถพยาบาลและตำรวจ จากนั้นค่อยให้ระบบขนส่งสาธารณะ และหากเหลือจะปล่อยให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่

แผนบริหารจัดการเพื่อป้องกันแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ของกระทรวงพลังงาน
สราวุธ กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตพลังานของไทยตอนนี้ “อยู่ที่ระดับ 1 ถึง 2 ตอนนี้อาจจะเข้าสู่ถึง 2 แต่ยังไม่ได้จะกระเถิบไป 3 เลย แม้แต่นิดเดียว คือถ้าถึงถ้าถึงขั้นที่ 3 เนี่ย ก็คือว่าน้ำมันสำรอง 90 วันจะเหลือแค่ 25 วัน”
กองทุนน้ำมันฯ ช่วยประชาชนจริงไหม?
ปัจจุบันรัฐบาลพยายามควบคุมปริมาณน้ำมันในประเทศโดยห้ามมีการส่งออกไปประเทศอื่น (ยกเว้นลาวและเมียนมา) รณรงค์ลดใช้พลังงาน และใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันหน้าปั๊ม โดยให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น รวมถึงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาช่วยอุดหนุนราคาขายปลีกบางส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน มองว่าเป็นความโชคดีของไทย เนื่องจากมีไม่กี่ประเทศในโลกที่มีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้ดูแลราคาพลังงานภายในประเทศได้เช่นนี้

ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 มี.ค. 2569
แต่หากพิจารณากลไกการได้มาของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะพบว่าไม่ได้มาจากงบประมาณของรัฐบาลโดยตรง แต่เป็นเงินที่จัดเก็บจากประชาชนผู้ใช้น้ำมันเป็นหลัก ผ่านการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนจากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละลิตร ก่อนนำมาใช้เป็นกลไกดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานภายในประเทศ
ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาครัฐก็จะทยอยจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพื่อชดเชยเงินที่นำออกมาใช้พยุงราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา
ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า ภาระการเติมเงินกลับเข้ากองทุนนี้มาจากผู้ใช้น้ำมันหรือประชาชน ในขณะที่บริษัทผู้ค้าน้ำมันยังคงดำเนินธุรกิจหารายได้จากการขายน้ำมันได้ตามปกติ โดยที่ไม่ต้องร่วมชดเชยราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตหรือส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามประเด็นดังกล่าวไปยัง อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม




