การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของ สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมภาคีเครือข่ายวิชาชีพทางการแพทย์ ในการเปิดแคมเปญรวบรวม 100,000 รายชื่อ เพื่อยื่นคำขาดเรียกร้องให้รัฐบาลยุติและระงับโครงการ “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)” กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่สุดของวงการสาธารณสุขนาทีนี้
ประกาศชูธงเตือนสติสังคมว่า ชีวิตและสุขภาพของประชาชนไม่ใช่ห้องทดลองนโยบาย พร้อมกันนั้นยังได้ตั้งข้อสงสัยเชิงนโยบายว่าการจัดตั้ง อสพ. ซึ่งได้รับการผลักดันอย่างรวดเร็วโดยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข มีวาระซ่อนเร้นในการสร้างหัวคะแนนทางการเมืองระดับรากหญ้าให้แก่ค่ายการเมืองสีน้ำเงินหรือไม่
อบรมเร่งด่วน 240 ชั่วโมง VS ปริญญาตรี 4 ปี
ความกังวลลำดับแรกที่สมาคมพยาบาลฯ และสภาการพยาบาลยกขึ้นมาเป็นข้อคัดค้านหลัก คือ ความเหลื่อมล้ำทางสมรรถนะและความปลอดภัยของผู้ป่วย
ความแตกต่างของโครงสร้างการผลิตบุคลากร
|
มิติการเปรียบเทียบ |
พยาบาลวิชาชีพ (RN) |
อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) |
|
ระยะเวลาการศึกษา/อบรม |
ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา 4 ปีเต็ม (มากกว่า3,000 ชั่วโมง) |
การอบรมระยะสั้นเร่งด่วนเพียง 240 ชั่วโมง |
|
การประเมินและรับรอง |
ต้องสอบผ่านการวัดผลและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ |
ผ่านเกณฑ์การอบรมตามหลักสูตรเฉพาะกิจ |
|
สมรรถนะทางคลินิก |
วิเคราะห์ภาวะวิกฤต, ประเมินความเสี่ยง, ทำหัตถการซับซ้อน |
งานสนับสนุนและติดตามอาการพื้นฐาน |
|
สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย |
มี พ.ร.บ. วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์รองรับ |
ไม่มีกฎหมายวิชาชีพรองรับ เสี่ยงกระทำผิดอาญา |
สมาคมพยาบาลฯ เน้นย้ำว่า การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs), หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก ต้องอาศัยทักษะการประเมินสัญญาณอันตรายทางคลินิกอย่างเที่ยงตรง ความล่าช้าหรือความผิดพลาดในการประเมินอาการเพียงเสี้ยวนาทีจากการขาดความเชี่ยวชาญ อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ความพิการ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
ดังนั้น การส่งผู้ผ่านการอบรมระยะสั้นเพียง 240 ชั่วโมงเข้าไปปฏิบัติงานที่ต้องใช้ทักษะทางวิชาชีพ จึงเป็นการเปรียบเสมือนการนำชีวิตของประชาชนไปเสี่ยงบนห้องทดลองเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิง
เสี่ยงละเมิด พ.ร.บ. วิชาชีพฯ และภาระรับผิด
นอกจากมิติความปลอดภัยทางคลินิกแล้วตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2525 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) หัตถการทางการพยาบาล เช่น
- การล้างแผลกดทับระดับรุนแรง
- การฉีดยาและการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
- การเจาะเลือด
- การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ หรือสายอาหาร
งานเหล่านี้เป็นสิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หาก อสพ. ได้รับมอบหมายหรือเข้าไปดำเนินการหัตถการเหล่านี้โดยไม่มีใบอนุญาต ย่อมเข้าข่ายความผิดทางอาญาฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตทันที
หากเกิดเหตุผิดพลาดจนทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ภาระความรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง และทางอาญา กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส จะตกอยู่กับตัว อสพ. ผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนพยาบาลวิชาชีพผู้ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” หรือผู้สั่งการมอบหมายงาน ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายระดับกระทรวงกลับลอยตัวอยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมายเหล่านี้
ปั้น “หัวคะแนนค่ายสีน้ำเงิน” บนคราบงานอาสาสมัคร?
ข้อสังเกตที่ร้อนแรงจนกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับประเทศ คือการตั้งคำถามถึง วัตถุประสงค์ซ่อนเร้นทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงิน
โครงการ อสพ. มีการวางโครงสร้างค่าตอบแทนสูงถึง 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่เทียบเท่ากับวุฒิปริญญาตรีของข้าราชการแรกรับ การอัดฉีดงบประมาณจ้างงานในระดับหมู่บ้านทั่วประเทศ ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการสร้างเครือข่ายหัวคะแนนรากหญ้า ที่ได้รับการอุดหนุนโดยงบประมาณแผ่นดิน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งหรือการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองในระยะยาว
โครงสร้างค่าตอบแทน อสพ. 15,000 บาท/เดือน ได้สร้างความเหลื่อมล้ำและแรงต้านอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เดิมที่ได้รับค่าป่วยการเพียง 2,000 บาท/เดือน และกลุ่ม Caregiver ที่ทำงานหนักในพื้นที่มาอย่างยาวนาน
การสร้างความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างนี้ ไม่เพียงแต่บั่นทอนกำลังใจของ อสม. ทั่วประเทศ แต่ยังถูกมองว่าเป็นการชิงพื้นที่การเมืองในระดับฐานรากโดยใช้กลไกการจ้างงานใหม่เข้ามาทับซ้อน
หากมีการขยายโครงการ อสพ. ครอบคลุมทั้ง 75,668 หมู่บ้านทั่วประเทศ รัฐบาลจะต้องแบกรับงบประมาณสูงถึง กว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี โดยงบประมาณมหาศาลนี้กลับใช้ไปกับสัญญาจ้างเหมาบริการระยะสั้น (สัญญา 2 ปี) ซึ่งไม่ช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และไม่เกิดการพัฒนาศักยภาพระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน
ในขณะที่ประเทศกำลังขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจ โดยการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.) การที่กระทรวงสาธารณสุขจัดตั้ง อสพ. โดยใช้เงินงบประมาณและการสั่งการตรงจากส่วนกลาง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ สร้างกลไกขนานเพื่อดึงอำนาจการบริหารจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิติดตัวกลับมายังส่วนกลาง
ข้อเสนอสมาคมพยาบาลฯ เร่งบรรจุพยาบาลวิชาชีพตกค้าง
เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่ายวิชาชีพ ได้ยื่น คำขาด 3 ข้อ ต่อรัฐบาล พร้อมทั้งเสนอทางออกเชิงนโยบายที่ถูกต้องดังนี้
- ระงับและทบทวนนโยบายทันที ชะลอการขยายผลโครงการ อสพ. จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อผู้ป่วย และเปิดเผยหลักเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างโปร่งใส
- ขีดเส้นขอบเขตงานอย่างเด็ดขาด แยก “งานสนับสนุน” ออกจาก “งานวิชาชีพ” ที่ต้องใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พร้อมเชิญสภาการพยาบาลและองค์กรวิชาชีพร่วมกำหนดมาตรฐาน
- ตรวจสอบหลักสูตรและความรับผิดชอบ ตรวจสอบผู้จัดอบรม ผู้ฝึกสอน และผู้กำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสั่งการหรือฝึกปฏิบัติงานที่ขัดต่อกฎหมายวิชาชีพ
สมาคมพยาบาลฯ เสนอแนะว่า หากรัฐบาลมีงบประมาณมหาศาลนับหมื่นล้านบาท รัฐควรนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ แก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลที่ต้นเหตุ ด้วยการ
- บรรจุพยาบาลวิชาชีพตกค้าง เร่งบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่สอบผ่านใบอนุญาตแล้วแต่ยังรอการบรรจุกว่า 7,000 คน เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ
- ปรับปรุงสวัสดิการและภาระงาน พัฒนาเงื่อนไขการทำงาน ค่าตอบแทน และความก้าวหน้าในอาชีพเพื่อคงพยาบาลวิชาชีพให้อยู่ในระบบสาธารณสุขภาครัฐ
เปิดไทม์ไลน์ความคืบหน้า นโยบายอาสาพยาบาลชุมชน
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของนโยบาย “อาสาพยาบาลชุมชน” (อสพ.)ของกระทรวงสาธารณสุข สรุปได้ว่า โครงการนี้ได้รับอนุมัติในหลักการนโยบายและกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงปฏิบัติการจริงแล้ว แม้จะมีกระแสคัดค้านและแรงต้านอย่างหนักจากสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และองค์กรวิชาชีพก็ตาม
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ – สบส. ได้กำหนดเป้าหมายผลิต อสพ. รุ่นแรกจำนวน 7,256 คน ประมาณ 1 คน ต่อ 1 ตำบล และได้จัดทำ ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข รองรับการจ่ายเงินค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน เรียบร้อยแล้ว
- พฤษภาคม – มิถุนายน 69: กระทรวงสาธารณสุขเปิดตัวนโยบาย “1 ตำบล 1 อาสาพยาบาลชุมชน” และจัดทำโครงสร้างหลักสูตรอบรมระยะสั้น ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากสมาคมพยาบาลฯ
- 15 – 31 กรกฎาคม 69: เปิดรับสมัคร อสพ. รุ่นแรก ผ่านระบบออนไลน์ (แอปพลิเคชันหมอพร้อม / เว็บไซต์ สบส.) ทั่วประเทศ
- สิงหาคม – กันยายน 69:
- คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดทำการคัดเลือกและสอบสัมภาษณ์ผู้สมัคร
- 22 – 25 กันยายน 69: ประกาศผลรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรมหลักสูตร อสพ. รุ่นที่ 1
- 9 – 23 ตุลาคม 69 (สถานะล่าสุด): เปิดรับฟังความคิดเห็น ต่อ “ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาพยาบาลชุมชน“ ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (LAW) กำหนดอัตราค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน
- ตุลาคม 69: เริ่มเข้าสู่กระบวนการอบรม หลักสูตรเร่งด่วนและเตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน
- 1 พฤศจิกายน 69 : ร่างประกาศฯ กำหนดให้มีผลบังคับใช้ และคาดว่าจะเริ่มการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ อสพ. ชุดแรกที่ลงปฏิบัติหน้าที่ในชุมชน




