ในการประชุม คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) เมื่อ 7 ม.ค. 69 มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยได้พิจารณา ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเม.ย. 68 โดยว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์
คณะอนุกรรมการฯ กำกับดูแลประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และความร่วมมือจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ
การจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึก จัดประชุมหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งของโลกและของประเทศไทย การประเมินความสามารถในการแข่งขัน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง มาตรการสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ความพร้อมของระบบนิเวศและโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของไทย โดยร่างยุทธศาสตร์นี้ ได้ผ่านการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เมื่อเดือน ต.ค. 68 ที่ผ่านมา
ผลการศึกษา: แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่าไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้
ผลการศึกษาชี้ว่าไทยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์
ดันลงทุนผลิตชิปต้นน้ำภายใน 5 ปี
ร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย และเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ 69 – 93 (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อให้ไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค
ในระยะ 5 ปีแรก จะเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
กลไก 5 ด้าน ของร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ
- ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย
- ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง
- ด้านเทคโนโลยี เทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา
- โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ
- สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป ในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เป็นต้น
เซมิคอนดักเตอร์คืออะไร?
วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor material) เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่สามารถ “เปิด” หรือ “ปิด” การไหลของกระแสไฟฟ้า จึงถูกใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ทั้งในสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบสื่อสาร ยานยนต์ พลังงาน การแพทย์ ระบบอัตโนมัติ รวมถึงในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
โดย World Semiconductor Trade Statistics ประเมินว่ามูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกในปี 68 นี้จะสูงถึง 7.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 15.4% จากปี 67 ที่อยู่ที่ระดับ 6.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
![]()
ไทยยังตามหลังเพื่อนบ้านอาเซียน
ไทยอยู่ในช่วงปลายของกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์โลก หรือที่เรียกว่ากระบวนการประกอบ ทดสอบ และบรรจุ (ATP) โดยในปี 65 ไทยมีกำลังการผลิตในขั้นตอนนี้ คิดเป็น 2% ของกำลังการผลิตขั้นตอน ATP ทั่วโลก แต่ขั้นตอนการผลิตนี้กลับมีมูลค่าเพิ่มในระดับต่ำ คิดเป็นเพียง 6% ของมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์โลก เนื่องจากมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่อยู่ในช่วงต้นของห่วงโซ่ คือ กระบวนการออกแบบมีมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 59% และการผลิตเวเฟอร์มีมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 19%
ทั้งนี้ไทยยังขาดแคลนวัตถุดิบแร่สำคัญที่จำเป็นและเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์เพื่อพัฒนาในระดับเชิงพาณิชย์ ขณะที่ขั้นตอนการประกอบ ทดสอบ และบรรจุนั้น ส่วนมากเป็นการรับชิ้นส่วนเวเฟอร์จากต่างประเทศมาประกอบและทดสอบ ก่อนส่งกลับออกไปยังตลาดโลกอีกครั้ง ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าแรง ค่าบริการ และต้นทุนการดำเนินงานภายในประเทศ มากกว่าจะเป็นมูลค่าทางเทคโนโลยีหรือทรัพย์สินทางปัญญา
เมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านและถือเป็นศูนย์กลางของขั้นตอน ATP ที่สำคัญที่สุดในอาเซียน คิดเป็น 7% ของกำลังการผลิตทั่วโลก พบว่าไทยยังตามหลังในด้านความซับซ้อนของกระบวนการผลิต ระดับเทคโนโลยี และความสามารถของบุคลากร โดยคาดว่าในปี 75 กำลังการผลิตของขั้นตอน ATP ของไทยจะมีสัดส่วนลดลงเหลือเพียง 1% ของกำลังการผลิตทั่วโลก
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ต่างมีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น โดยกำลังการผลิตในขั้นตอน ATP ของมาเลเซียจะเพิ่มเป็น 9% ส่วนหนึ่งจากการสนับสนุนของรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้าไปขยายการลงทุนอีกด้วย ในกรณีเวียดนามคาดว่าจะเป็นประเทศที่การผลิตขั้นตอน ATP เติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดในอาเซียน โดยสัดส่วนจะเพิ่มจากปัจจุบันที่น้อยกว่า 1% ของกำลังการผลิตทั่วโลก เป็น 8% เนื่องจากมีการลงทุนจากบริษัทใหญ่ในขั้นตอน ATP เพิ่มมากขึ้น จากความได้เปรียบด้านต้นทุน ฝีมือ และจำนวนแรงงานของเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากมีอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์เข้ามารองรับ โดยอุตสาหกรรมกลางน้ำที่สำคัญ ได้แก่ การผลิตและประกอบแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมปลายน้ำที่สำคัญ ได้แก่ ดาตาเซ็นเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกมากที่ใช้ในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้า โดยประเทศไทยมีสัดส่วนการผลิต PCB ในปี 66 ที่ราว 4% ของการผลิตโลกซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และคาดว่าสัดส่วนการผลิตจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ในขณะที่ปัจจุบันไทยเป็นเจ้าตลาด HDD โดยมีสัดส่วนการผลิตเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ราว 80% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก (ข้อมูล ณ ปี 2567)
![]()
จุดแข็ง-จุดอ่อนไทยในอุตฯ เซมิคอนดักเตอร์
วิจัยกรุงศรี ประเมินสถานะเชิงยุทธศาสตร์และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในเวทีโลก โดยการวิเคราะห์ SWOT Analysis ผ่านการประเมิน จุดแข็ง (Strength: S) จุดอ่อน (Weaknesses: W) โอกาส (Opportunities: O) และ ภัยคุกคาม (Threats: T) ดังนี้
จุดแข็ง
ไทยมีข้อได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุปทานขั้นกลาง-ปลายน้ำที่แข็งแกร่ง จากการเข้ามาตั้งโรงงานประกอบ ทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ชิปมาอย่างยาวนานของนักลงทุนทั้งต่างชาติและไทย ประกอบกับความเชี่ยวชาญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในกลุ่มอุปกรณ์แยกส่วน (Discrete), อนาล็อก (Analog) และอุปกรณ์อื่น ๆ (Other Devices (DAO)) นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรมกลางน้ำที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะแผ่นวงจร (PCB) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมปลายน้ำในไทยที่สำคัญและหลากหลาย เช่น ฮาร์ดดิส (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรคมนาคม ดาตาเซ็นเตอร์ และยานยนต์สมัยใหม่ ช่วยหนุนความต้องการของอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ข้อได้เปรียบเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในกิจกรรมการผลิตขั้นต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
BOI ได้เพิ่มการส่งเสริมการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา โดยให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งเสริมระบบนิเวศทางธุรกิจในหลายด้าน ส่งผลให้ไทยยังคงได้รับการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง
นับตั้งแต่ปี 65 ถึงเดือน มิ.ย. 68 BOI อนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่ารวม 6.5 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.6 % ของมูลค่าส่งเสริมการลงทุนทุกอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่าลงทุนรวม 4.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 17.6% อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่าลงทุนรวม 2.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 8.0% อีกทั้งล่าสุด BOI ได้ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุนในขั้นต้นน้ำมากขึ้น โดยขยายรอบระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการออกแบบวงจรรวม (IC) เป็น 8 ปี และการผลิตแผ่นเวเฟอร์ เป็น 10 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานกว่าการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลาง-ปลายน้ำ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเพียง 3 – 8 ปี
ไทยมีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบขนส่ง เช่น ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา สามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมได้
![]()
จุดอ่อน
ไทยต้องพึ่งพาวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศ โดยนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ในปริมาณมาก เช่น แผ่นเวเฟอร์และสารเคมีเฉพาะทางจากประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกและสหรัฐฯ เพื่อนำมาประกอบและทดสอบ ก่อนส่งกลับไปยังตลาดประเทศต้นทาง นอกจากนี้ ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตสูงและเป็นข้อจำกัดของความสามารถในการแข่งขัน
ไทยยังขาดแคลนผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ โดยเฉพาะการออกแบบวงจรรวมและการผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ในขณะที่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในห่วงโซ่อุปทานขั้นปลายน้ำ ส่งผลให้ไทยยังคงผลิตและส่งออกอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำเป็นหลัก อาทิ ทรานซิสเตอร์ ไดโอด ขณะที่สินค้ากลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ Logic IC และ Memory IC ยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย ทำให้ไทยมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมเพียง 1.0% ของมูลค่าส่งออกทั้งโลกในปี 67
ไทยขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมด้านบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกระบวนการบรรจุชิป (ATP) แต่ยังขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่เชี่ยวชาญในการออกแบบหรือการผลิตแผ่นเวเฟอร์ในขั้นต้นน้ำ เช่น นักวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่เชี่ยวชาญทั้งด้านอิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ปัญญาประดิษฐ์ และวัสดุศาสตร์ รวมถึงวิศวกรด้านการผลิตที่เชี่ยวชาญทั้งด้านไฟฟ้าอุตสาหกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และ Internet of Things (IoT) ทำให้แม้จะมีการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำมากขึ้น แต่ประโยชน์ในด้านการรับและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยียังคงจำกัด
โอกาส
การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ความตึงเครียดทางการค้าและสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ‑จีน ทำให้บริษัทหลายแห่งมองหาการลงทุนในอาเซียน ประกอบกับข้อได้เปรียบด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทย และการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ สะท้อนจากจำนวนโครงการที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่ยังคงมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงเฉลี่ย 39.6% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 66 – 68
อุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย ไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ (PwC) คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 7.7% ต่อปี ในช่วงปี 67-73 โดยธุรกิจที่คาดว่าจะใช้อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์เป็นปัจจัยการผลิตมากที่สุด 3 อันดับแรก ในปี 73 ได้แก่ (1) ธุรกิจเทคโนโลยีการประมวลผล (Computing) คาดว่าจะใช้เซมิคอนดักเตอร์ราว 41% ของมูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด โดยเฉพาะชิปประเภทประมวลผล (Logic) และหน่วยความจำ (Memory) (2) ธุรกิจด้านการสื่อสาร (Communication) ใช้เซมิคอนดักเตอร์สัดส่วน 31% โดยเฉพาะชิปประเภท Analog และ (3) อุตสาหกรรมยานยนต์ ใช้เซมิคอนดักเตอร์สัดส่วน 13% โดยเฉพาะชิปประเภทแสดงผลบนหน้าจอ (OSD) และ Logic
ความเสี่ยง
ความเสี่ยงจากการควบคุมการส่งออกแร่สำคัญของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะแกลเลียม (Gallium) และเจอร์เมเนียม (Germanium) ที่จีนครองส่วนแบ่งการผลิตประมาณ 98% และ 68% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก ตามลำดับ รวมถึงแร่ประเภทอื่น ๆ เช่น แอนติโมนี (Antimony) และแร่แรร์เอิร์ธอย่างดิสโพรเซียม (Dysprosium) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการผลิตแผ่นเวเฟอร์กึ่งตัวนำสำหรับวงจรรวม ชิปกำลังสูง ชิปความถี่สูง และชิปสำหรับเซ็นเซอร์ การควบคุมการส่งออกแร่สำคัญดังกล่าวอาจทำให้ห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์หยุดชะงักได้ในอนาคต และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในไทย เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศเป็นหลัก
ความเสี่ยงที่อาจถูกสหรัฐฯ พิจารณาว่าเป็นสินค้าสวมสิทธิ์จากจีน นำไปสู่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังคงเน้นการผลิตในขั้นกลางน้ำและปลายน้ำ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดย ณ ปี 67 อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (Local content) เพียงประมาณ 22.5% ทำให้มีความเปราะบางต่อกฎเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะสินค้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดหรือเปลี่ยนโมเดลบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนไม่สูง
![]()
รัฐควรส่งเสริมงานวิจัย–พัฒนาคนทักษะสูง
การยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยสู่การออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น วิจัยกรุงศรีประเมินภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถกำหนดนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันจากจุดแข็งและโอกาส รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขจุดอ่อน และเตรียมมาตรการรองรับภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น ดังนี้
ด้านเทคโนโลยี ควรส่งเสริมการผลิตและวิจัยและพัฒนาในกิจกรรมการออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และการผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยยังมีสัดส่วนการผลิตไม่สูงมาก เช่น Logic และ Memory เพื่อขยายสัดส่วนการส่งออกในตลาดโลก รวมถึงมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตหรือพัฒนานวัตกรรมกระบวนการ (Process innovation) สำหรับผู้ผลิตในกลุ่ม ATP ที่เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
ด้านกำลังคน ควรพัฒนากำลังคนทักษะสูงในด้านการวิจัยและออกแบบ IC และการผลิตเวเฟอร์ โดยในระยะสั้นภาครัฐอาจสนับสนุนการพัฒนาความรู้และทักษะให้ทันยุค (Reskill และ Upskill) สำหรับบุคลากรในสายงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศ ขณะที่ในระยะยาวควรให้ทุนสนับสนุนและพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางด้านเซมิคอนดักเตอร์ และส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษาและผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนและมีงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงของอุตสาหกรรม
ด้านการตลาด ควรส่งเสริมการขยายตลาดในประเทศเพื่อสนับสนุนการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในไทยกับผู้ผลิตในประเทศที่อยู่ในอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานขั้นกลาง-ปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดิจิทัล ยานยนต์และชิ้นส่วน ที่มีมูลค่าส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
แนะเอกชนปรับตัวรับมือความท้าทายใหม่
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนควรปรับแผนธุรกิจเพื่อรองรับโอกาสและรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น ได้แก่
(1) ลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีการประมวลผล (Computing) การสื่อสาร (Communication) และยานยนต์สมัยใหม่ และพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
(2) กระจายความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ โดยหาแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจากซัพพลายเออร์รายใหม่นอกเหนือจากซัพพลายเออร์สัญชาติจีน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการควบคุมการส่งออกแร่สำคัญจากจีน ตลอดจนลดความเสี่ยงจากถูกสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสวมสิทธิ์
(3) สร้างความร่วมมือทางธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตขั้นปลายน้ำในประเทศ เพื่อพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยีและขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศและสามารถรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำที่ขยายการลงทุนในไทยในช่วงที่ผ่านมา
แม้ปัจจุบันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายหลายประการ แต่ไทยยังคงมีข้อได้เปรียบจากสายการผลิตในขั้นกลางน้ำ-ปลายน้ำที่แข็งแกร่ง รวมถึงแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน อันจะช่วยให้ไทยมีโอกาสยกระดับสู่ต้นน้ำได้มากขึ้นเพื่อรองรับอุปสงค์ของโลก โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมปลายน้ำทั้ง ดาตาเซ็นเตอร์ และอุปกรณ์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อลดทอนข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งกำหนดแนวทางภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยให้ชัดเจน เพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เป็นอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างอำนาจต่อรองของไทยบนเวทีโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) / วิจัยกรุงศรี
บทความที่เกี่ยวข้อง:



