เรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ หรือ จุดเริ่มต้นของการทำนโยบายสาธารณะที่เครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ ได้เข้ามาใช้พื้นที่รัฐสภา ระดมความคิดเห็นต่อปัญหาวิกฤตประเทศเพื่อเสนอเป็นนโยบายสาธารณะ ภายใต้งาน Policy Watch Connect 2026 เพื่อเสนอต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69
Policy Watch Connect 2026 เกิดขึ้นจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้ง Thai PBS กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ,สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ,สถาบันพระปกเกล้า, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน 40 องค์กร
ข้อเสนอนโยบายสาธารณะ 80 นโยบายภาคประชาชน ผ่านการกลั่นกรองจาก 12 เวที Policy Forum ในระยะเวลา 12 วัน เพื่อเสนอต่อพรรคการเมือง จึงถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงพื้นที่รัฐสภา ที่ระดมข้อเสนอนโยบายเพื่อแก้วิกฤตประเทศ

เปิดพื้นที่รัฐสภาให้ประชาชน
การใช้พื้นที่รัฐสภาของภาคประชาชน ที่ปกติมีระเบียบขั้นตอน และระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จึงทำให้เกิดคำถาม “พื้นที่รัฐสภาพควรจะเปิดให้ประชาชนได้เข้ามาใช้ หรือไม่” หรือจะทำอย่างไรให้ พื้นที่รัฐสภาแห่งนี้ ประชาชนเข้าถึงได้
อาคารรัฐสภาใช้งบกว่า 20,000 ล้านบาทในการก่อสร้าง หากเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อเรียนรู้สถาปัตยกรรม ศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง ออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจ อาจจะเป็นประโยชน์ และทำให้ประชาชนเรียนรู้การเมืองได้มากขึ้นหรือไม่
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า สภาควรเป็นพื้นที่เปิด เป็นพื้นที่ของประชาชน ซึ่งภาพฝันคืออยากเห็น สภาที่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ ทำกิจกรรม และมีส่วนร่วมได้จริง
การจัดงาน Policy Watch Connect 2026 เป็นกิจกรรมขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่รัฐสภา และเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ เสนอแนวคิดให้รัฐสภาเป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในอนาคตเมื่อสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินด้านหน้ารัฐสภาเปิดใช้งาน ควรเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อเรียนรู้สถาปัตยกรรม ศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง ออกกำลังกาย
ขณะที่การจัดงาน Policy Watch Connect 2026 ที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคประชาชนไปแล้วถึง 5 พรรค หน้าที่ต่อไปคือการติดตามว่านโยบายที่รับไปนั้น จะถูกนำไปทำจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคำรับปากในระยะสั้น เราในฐานะกรรมาธิการ ภาคประชาชน และผู้ที่รับฟังอยู่ ควรติดตามนโยบายเหล่านี้ไปด้วยกัน
จากคนจนเมือง สู่โจทย์นโยบายประเทศ
ขณะที่ ประภาส ปิ่นตบแต่ง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง บอกว่า การเปิดพื้นที่รัฐสภาให้กับประชาชนถือเป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะทำให้เห็น “เรื่องราวของคนตัวเล็กตัวน้อย” โดยเฉพาะประเด็นคนจนเมืองและปัญหาที่อยู่อาศัย ถูกยกระดับจากงานวิจัยและการทำงานของภาคประชาสังคม ไปสู่เวทีนโยบายที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญ
ส่วนเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่อยู่อาศัย และรัฐสวัสดิการ ซึ่งเคยเป็นเรื่องชายขอบ วันนี้กลายเป็นโจทย์สำคัญในเชิงนโยบายที่พรรคการเมืองหยิบไปพูดถึง นี่คือความสำเร็จของการทำงานร่วมกันของเครือข่ายภาคประชาชน สิ่งสำคัญคือการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจับตาและติดตามนโยบายสาธารณะที่ถูกเสนอต่อพรรคการเมือง

รัฐสภาควรจัดสัดสวนพื้นที่สาธารณะ
ขณะที่ พนิต ภู่จินดา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าววว่า ในตัวอาคารรัฐสภา เป็นพื้นที่เข้าถึงยาก เพราะอาจจะหมายถึงเรื่องของความปลอดภัย
แต่ในพื้นที่รัฐสภามีหลายพื้นที่ สามารถแบ่งสัดส่วนให้ประชาชนเข้าถึงได้ เช่นตัวอย่างที่เคยไปใช้พื้นที่จอดรัฐของหน่วยงานรัฐใน จ.สระบุรี มาจัดเป็นสนามกีฬาหลังจากที่เจ้าหน้าที่ทำงานเสร็จ และไม่มีรถจอดแล้ว สามารถเป็นพื้นที่ออกกำลังกายได้
“มีพื้นที่ของรัฐสภานำมาจัดสัดส่วน เป็นพื้นที่ส่งเสริมสุขภาวะได้ เพียงแต่อาจต้องไปจัดว่า อันไหนต้องการความปลอดภัย หรือจัดบางพื้นที่แค่ 3-4 ชั่วโมงตอนเย็น ทั้งเป็นพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาใช้ได้”
ตัวอย่างการจัดพื้นที่เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ เช่น หลังจัด Policy Watch Connect 2026 ใช้บริเวณลานปลาอานนท์ เปิดบรรยากาศด้วยดนตรีและตลาดเขียว สร้างพื้นที่ไม่เป็นทางการสำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดเชิงนโยบาย
ประกอบด้วย กิจกรรมเล่าเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ” โดย เชฟขุน ที่ผสานการเล่าเรื่องนโยบายเข้ากับประสบการณ์จริง ผ่านการเสิร์ฟอาหารให้ผู้เข้าร่วมได้ชิมไปพร้อมกับการรับฟัง สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างระบบอาหาร สุขภาพ และนโยบายสาธารณะ
ร่วมไปถึงการสร้างความเชื่อมโยง “จากผู้ผลิต สู่ผู้บริโภค” โดย ยศพล บุญสม จาก We!Park กล่าวว่า บทบาทของพื้นที่สาธารณะและระบบตลาดทางเลือก ในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจชุมชน โดยเสนอใช้พื้นที่สาธารณะใน 4 ด้าน ได้แก่
- ที่ร้างเปลี่ยนเมือง การใช้พื้นที่ว่างสร้างคุณค่าใหม่
- เมืองผู้สูงอายุ รับมือสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ
- คืนนิเวศให้เมือง ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในบริบทเมือง
- เมืองยืดหยุ่นกับภัยพิบัติ เตรียมพร้อมต่อความเสี่ยงในอนาคต
หนุนเปิดตลาดสีเขียวสร้างความมั่นคงอาหาร
ณิวุฒิ หลายเจริญ จาก มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ซึ่งร่วมเสนอนโยบายความมั่นคงทางอาหาร บอกว่า อยากให้มีการเปิดพื้นที่รัฐสภา เพื่อให้ชาวบ้านเข้าถึง เพราะเป็นริมน้ำเจ้าพระยา มีการเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมาค้าขายของชุมชนจะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารได้
ที่ผ่านมา มูลนิธิชีววิถี ทำงานความมั่นคงอาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อสร้างอธิบไตยทางอาหาร และมีเครือข่าย ความมั่นคงอาหารทั่วประเทศ รวมไปถึงการเป็นเครือข่ายตลาดเขียว ทำให้สามารถนำผลผลิตจากชุมชนมาแลกเปลี่ยนได้หากมีการเปิดตลาดสีเขียว
เช่นเดียวกับ “กนกพร ดิษฐกระจันทร์” กลุ่มส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ อู่ทอง สุพรรณบุรี บอกว่า อยากให้พื้นที่รัฐสภาเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้ประโยชน์ เกษตรกร ชาวบ้านมาขายของเปิดเป็นตลาดสีเขียวกระจายรายได้ให้กับเกษตรกร
“พึ่งเคยมาขายผักที่อาคารรัฐสภาครั้งแรก จึงอยากเห็นพื้นที่รัฐสภาเป็นตลาดสีเขียว เปิดโอกาสและส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเกษตรีอินทรีย์มีตลาด และทำให้ชาวบ้านมั่นใจว่ามีที่ขายมีรายได้ ปลูกผักปลอดภัยถึงมือผู้บริโภค
งาน Policy Watch Connect 2026 Policy Forum ซึ่งจัดเวทีขอเสนอเชิงนโยบาย12 เวทีประกอบด้วย นโยบาย สกัดเส้นเงิน ทุนสีเทา ,ปฏิรูประบบสุขภาพ” ,เวที“รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน” นโยบาย “อยู่ดี ตายดี แก่ดี มีความสุข” , “การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์” , ความเหลื่อมล้ำ–รัฐสวัสดิการ , รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ ,ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ,ทุนเทา ฟอกเงิน และการจัดการภัยพิบัติ
ผลจากการระดมความคิดเห็นทำให้ได้ข้อเสนอ 80 นโยบาย รวบรวมเป็นสมุดปกขาว “White paper” เสนอต่อ 5 พรรคการเมือง ในการเลือกตั้ง 69 หลังจากนั้นภาคประชาชนจะติดตามกำกับว่าดำเนินนโยบายตามข้อเสนอหรือไม่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




