จากงาน #PolicyWatchConnect2026 ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ’ จึงมีกิจกรรม Policy Forum: รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.69 เป็นอีกเวทีสนทนาเพื่อถอดบทเรียนและเสนอแนวทางสร้างกลไกฝ่าวิกฤต โดยมี policy Watch The Active ไทยพีบีเอส และองค์กรเครือข่ายกว่า 40 องค์กร ร่วมกันจัดขึ้น

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองภาพรวมว่า ก่อนหน้านี้บรรยากาศทางการเมืองดูไม่ค่อยมีความหวัง หากดูจากโพลต่าง ๆ ที่ยอดผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่งมากถึง 35-40 %
“อาจเป็นเพราะ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 สร้างแผลเป็นในหัวใจประชาชน เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา 2 ครั้ง พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่สังเกตได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ตัวเลขนี้ลดลง”
ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ Cognitive Theory คือคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังไม่รู้ว่าจะเลือกพรรคไหน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ยังกำลังประมวลความคิดตนเองและใช้เวลาพิจารณาก่อนตัดสินใจ ไม่ได้สะท้อนความเบื่อหน่ายการเมือง สิริพรรณ กล่าวว่า สุดท้ายแล้วประชาชนจะเปรียบเทียบตัวเองกับพรรคการเมือง แล้วเลือกพรรคที่มีจุดยืนใกล้เคียง มีนโยบายที่ใกล้เคียงกับความต้องการ
อีกสถานการณ์หนึ่งที่เห็นคือ โพลแต่ละสำนักแสดงผลออกมาคนละทิศคนละทาง ทั้งนี้เพราะแต่ละสำนักข่าว แต่ละค่าย มีกลุ่มการเมืองที่ใกล้กับตนเอง ที่แตกต่างกัน เพราะแบ่งขั้วทางความคิดแตกละเอียดมากขึ้นไม่เหมือนอย่างแต่ก่อน เป็นลักษณะที่เรียกว่า Tribalism คนพร้อมจะเชื่อตามผู้นำทางความคิด ต่างคนต่างเชียร์หัวหน้าเผ่าของตนเอง
ต้องปรับปรุงการจัดการการเลือกตั้ง ประชามติ
สิริพรรณ ตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจเรื่องประชามติ ตอนนี้เหลือเวลาไม่นาน ที่จะต้องรณรงค์ กกต. ต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเข้าใจเรื่องประชามติเพราะ กกต. เองมีหน้าที่รณรงค์มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่แจกเอกสารใบปลิวเท่านั้น หากไม่ทำเท่ากับว่าล้มเหลว
ทางด้าน พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทซ์ (WE WATCH) ระบุว่า เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะพูดถึงปัญหาของ กกต. ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมตามหลักสากล ที่มีเสาหลักหรือภารกิจ 3 ประการ ได้แก่
- เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ประชาชนเข้าใจเพียงพอรอบด้าน ในการตัดสินอนาคตของเขาเอง ให้เข้าใจนโยบาย ต่าง ๆ ของพรรคการเมือง สามารถมองเห็นอนาคตได้ไกลกว่าการเลือกตั้งแล้วได้ สส. แต่เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่จะเปลี่ยนไปจากนโยบาย
- การเข้าถึงสิทธิ์ในการเลือกตั้งของประชาชน เป็นภารกิจของ กกต. ที่ต้องอำนวยความสะดวกในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าการเข้าถึงสิทธิ์เลือกตั้งของผู้พิการ การเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งนอกเขต ซึ่งถือได้ว่า กกต. ยังคงทำงานน้อยมาก ที่ผ่านมา WE WATCH ได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่า ผู้พิการทางสายตาประสบปัญหาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
- การให้ความสำคัญสิทธิประชาชน การให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนของ กกต. ถือว่าเลวร้ายกว่ามาตรฐานสากล เห็นได้จากการนับบัตรเสียจากกการเลือกตั้งที่ผ่านมา การเลือกตั้ง 2562 มีบัตรเสียทั้งสิ้น 2,137,762 (คิดเป็น 58%) ในปี 2566 มีบัตรเสียทั้งหมด 2,967,735 ใบ (คิดเป็น 7.5%)
ซึ่งมีมากกว่า 3.2 % ตามมาตรฐานสากล ซึ่งกกต. ต้องรับผิดชอบ ด้วยการศึกษาบัตรเสียที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุจาก กกต. ต้องหาสาเหตุให้ได้ เป็นควารับผิดชอบและหาทางแก้ไข การที่กกต. ละเลยกับบัตรเสีย เท่ากับว่าไม่ให้ความสำคัญกับสิทธืกับเสียงประชาชน

จากการทำงานของ กกต. พงษ์ศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า กกต. แต่งตั้ง ผู้ตรวจสอบการเลือก ตั้งแต่ละจังหวัดมี 5 – 8 คน ได้รับเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก และระยะเวลาการจ้างน่าจะประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ซึ่ง 2 เดือนนี้ ตีค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คำนวณว่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งคำถามก็คือ อะไรคือผลงานที่ผ่านมา ผลงานของผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งคืออะไร ใช้เงินภาษีเราไปเพื่ออะไร และเขาไม่ได้ทำงานเชิงรุกในรูปแบบที่จะคุ้มค่ากับการที่ประชาชนต้องมานั่งเสียภาษี”
เช่นเดียวกับ ณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ชี้ให้เห็นว่า“ส่วนใหญ่ประชาชนไม่รู้เรื่องประชามติ ไม่รู้ว่าเข้าคู่หารอบนี้จะเจอบัตร 3 ใบ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากความล่าช้าของรัฐบาลที่ เงอะ ๆ งะ ๆ เรื่องคำถามประชามติ และ กกต. ทำงานน้อย ให้ข้อมูลไม่ชัดเจน ทำเกิดบรรยากาศความกลัวว่าจะทำผิดกฎหมายเรื่องรณรงค์ประชามติ”

นอกจากนี้ การที่ กกต. กำหนดเวลาลงทะเบียนใช้สิทธิลงประชามตินอกเขต ที่ใกล้กับวันหยุดปีใหม่ ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิลงประชามตินอกเขตเมื่อเทียบกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ที่มี 2,410,425 คน แต่ยอดลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต-นอกราชอาณาจักร มีเพียง 1,598,056 คน
เท่ากับว่าประชาชนอีก 812,369 คนที่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต แต่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ ดังนั้น กกต. ต้องรับผิดชอบจำนวนคนที่หายไป

ประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ฝ่าวิกฤตประเทศไทย
ณัชปกร ย้ำว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะผ่านประชามติก็จริง แต่เป็นการทำประชามติภายใต้อำนาจ คสช. ในบรรยากาศปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูล มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นต่อการลงประชามติ
เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งแต่งตั้งมาจาก คสช. โดยตรง พรากสิทธิที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่ผ่านมา เช่น สิทธิในการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. กกต. ปปช. ประธานศาลฎีกาประธานศาลรัฐธรรมนูญ
และทั้ง ๆ ที่ รัฐธรรมนูญต้องกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประกันว่าจะเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ของรัฐอย่างถ้วนหน้าเสมอกัน แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 60 เอาคำว่า “เสมอกัน” ออกไป ทำให้การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของประชาชนไม่เท่ากัน
“และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ 60 ทำให้คนไม่เท่ากัน ทำให้ สว. มีอำนาจเลือกนายกได้ แม้ตอนนี้สว. จะไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ แต่ สว. ยังมีอำนาจเลือกองค์กรอิสระได้ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งและการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากเราไม่ลงประชามติ เราก็จะต้องอยู่ในระบบการเมืองแบบเดิม ๆ อยู่ภายใต้อำนาจการเมืองที่ไม่เท่าเทียม เราจะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญ 60 อีกนานแค่ไหน” ณัชปกร กล่าว
8 กุมภากาเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือว่าเป็นประตูบานแรกเท่านั้น เนื่องจากมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง ที่ประชาชนจะต้องช่วยกันเปิดประตู 3 บาน
- ประตูบานที่ 1 ประชามติคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
- ประตูบานที่ 2 ประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า มีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร
- ประตูบานที่ 3 ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ณัชปกร เสนอว่า พวกเราต้องใช้สิทธิกันให้มากที่สุด และช่วยกันรณรงค์ชวนคนออกไปใช้สิทธิ์ให้ได้มากที่สุด และเราต้องร่วมกันสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน้าคูหา

สอดคล้องกับ ธนิสรา เรืองเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง WeVis ระบุว่า กกต. มีหน้าที่หลักเดียวคือทำให้การเลือกตั้งยุติธรรมและเข้าถึงง่ายที่สุด แต่การเลือกตั้งแต่ละครั้ง กลับพบว่าปัญหาเดิม ๆ ยังคงเกิดขึ้น ในการจัดการการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
ขณะเดียวกัน หากเปรียบการเลือกตั้งเป็นกีฬาหรือเกมส์ ประชาชนต้องตั้งคำถามกับนักการเมืองด้วย เพราะนักการเมืองและพรรคการเมืองในฐานะผู้เล่น ในสนาม พรรคควรลุกขึ้นมาทักท้วงกติกาที่ไม่เป็นธรรมหรือจำกัดสิทธิ์ประชาชน ไม่ใช่เพิกเฉยเพียงเพราะกติกานั้นเอื้อประโยชน์ให้พรรคตนเอง
“เราฝากความหวังกับพรรคการเมืองน้อยไป ในการทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม มีส่วนร่วมในการตรวจสอบกติกามากน้อยแค่ไหน หรือว่ากติกาจำกัดสิทธิประชาชนอย่างไรบ้าง”
ธนิสรา ทิ้งท้ายว่า จากบทเรียนเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งปี 62 และ 66 กลุ่มภาคประชาสังคมเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการต่างคนต่างทำมาเป็นการ “จับมือร่วมกัน” ปรับปรุงวิธีการทำงานจากบทเรียนในอดีต เพื่อใช้ทรัพยากรให้น้อยลง แต่ส่งแรงกระเพื่อมได้มากขึ้น ในการสังเกตการณ์และตรวจสอบการเลือกตั้ง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทำงานได้ดีกว่า กกต.
จากเนื้อหาในวงเสวนาถูกประมวลเป็น ร่างข้อเสนอ White paper เรื่อง รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ประชามติ ดังนี้
- บริบทและการวิเคราะห์สภาพปัญหา
บรรยากาศทางการเมืองและการเลือกตั้งในปัจจุบัน ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวนมากยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะออกเสียงการเลือกตั้งต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองใด ประกอบกับประชาชนให้ความสนใจต่อการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญค่อนข้างน้อย โดยเป็นผลสืบเนืองมาจากหลายปัจจัยทั้งทางการเมืองและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ดังนี้
- ประชาชนหมดความหวังและความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยกับระบบรัฐสภา
- ประชาชนอยู่ในระหว่างการประมวลผลข้อมูลที่พรรคการเมืองต่าง ๆ นำเสนอเพื่อหาผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่เหมาะสมจะลงคะแนนเสียงให้
- พรรคการเมืองในปัจจุบันไม่ได้มีการนำเสนอนโยบายทางเศรษฐกิจที่สามารถนำเสนอความเปลี่ยนแปลงในคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพื่อจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการออกเสียงเลือกตั้ง
- พรรคการเมือง คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้งมีบทบาทและส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญและออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติค่อนข้างน้อย
- กระบวนการออกเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต และการออกแบบกระบวนการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนในคูหาการเลือกตั้ง ณ วันเลือกตั้งได้สร้างความยุ่งยากให้กับประชาชน และไม่โอบรับกลุ่มผู้เปราะบางให้สามารถเข้าถึงสิทธิการออกเสียงได้อย่างทั่วถึง
- คณะกรรมการการเลือกตั้งล้มเหลวในการจัดการเลือกตั้งให้มีลักษณะเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายการเมือง เนื่องจากไม่นำบทเรียนการสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มาของภาคประชาสังคมไปปรับใช้กับการจัดการเลือกตั้งในปัจจุบัน
- พรรคการเมืองล้มเหลวในการมีบทบาทที่จะปรับปรุงและออกมาใช้สิทธิทางศาลเพื่อโต้แย้งกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมค่อนข้างน้อย
- คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการไหลเข้ามาของเงินสีเทาที่ส่งผลให้การเลือกตั้งไม่สุจริต
นอกจากนี้แล้ว ภายใต้บรรยากาศการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติที่ได้รับความสนใจจากประชาชนที่ค่อนข้างต่ำแล้ว การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติครั้งนี้ยังอยู่ในบริบทที่ประชาชนภายในประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่มีความแตกแยกทางความคิดเห็นค่อนข้างสูงและไม่มีจุดร่วมที่สามารถเห็นร่วมกันได้ในการขับเคลื่อนหรือการพัฒนาประเทศได้ ทั้งนี้ เป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน และสถานการณ์สงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงความเกลียดชังทางการเมืองระหว่างประชาชนที่เกิดขึ้นจากการรณรงค์ทางการเมืองต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย จนเกิดสถานการณ์ชนเผ่านิยมในทางการเมือง (Tribalism in politics) ที่ประชาชนแบ่งฝ่ายการเมืองระหว่างกันอย่างชัดเจน และแต่ละกลุ่มจะมีการรับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองเพียงด้านเดียวและเชื่อถือข้อมูลจากฐานข้อมูลหรือบุคคลที่มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับตนเป็นสำคัญ โดยไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายการเมืองที่มีความแตกต่างจากกลุ่มตน จนกระทบคุณภาพการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
โดยสภาพปัญหาดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีที่มาและเนื้อหาที่มีลักษณะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและสร้างความเสมอภาคระหว่างบุคคลในสังคมไทยขึ้นมา ตั้งแต่การกระบวนการออกเสียงประชามติในปี พ.ศ. 2559 ที่มีลักษณะเป็นการออกเสียงประชามติที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและการรณรงค์ของบุคคลที่เชิญประชาชนให้ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ในเชิงเนื้อหาแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ออกแบบโครงสร้างอำนาจรัฐที่ทำให้อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่ภายใต้อำนาจที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างองค์กรอิสระและศาล รวมถึงการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็มีลักษณะที่ถดถอยลงจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ เช่น การไม่รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ การไม่มีรับสิทธิในการรับสวัสดิการจากรัฐ และการสร้างข้อจำกัดที่เปิดช่องให้รัฐเข้ามาใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐเข้ามาจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ง่าย
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาข้างต้นเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภาให้ฟื้นกลับมาได้ รวมถึงออกแบบกลไกการเลือกตั้งและองค์กรจัดการเลือกตั้งใหม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อสร้างระบบการเมืองที่ประชาชนชาวไทยกำหนดชะตากรรมของตนเองด้วยประตู 3 บานที่จะเปิดไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้แก่
- ประตูบานแรก การออกเสียงประชามติของประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เพื่อเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- ประตูที่สอง การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 โดยรัฐสภา
- ประตูที่สาม การออกเสียงประชามติของประชาชนในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- ข้อเสนอแนะทางนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอต่อการสร้างการเลือกตั้งและระบบการเมืองที่ประชาชนสามารถกำหนดชะตากรรมของตัวเองได้ผ่านการจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถแบ่งออกเป็นสองระยะ ได้แก่
2.1 ข้อเสนอในระยะสั้นจนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการเพิ่มบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ในการรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชาชนในวันดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น ดังนี้
1) ข้อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- นำข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาในการจัดการเลือกตั้งและข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวของภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ มาปรับใช้กับการจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในปัจจุบันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่นเดิมอีก
- ในช่วงที่กำลังมีการอบรมเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่จะมาช่วยคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องดำเนินการอบรมกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่ให้ตีความลักษณะของการทำเครื่องหมายของประชาชนในการออกเสียงที่บัตรเลือกตั้งในลักษณะที่แคบเกินไปเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องบัตรเสียที่มีจำนวนมากให้ลดลง
- ปรับปรุงการจัดการกระบวนการลงคะแนนและหย่อนบัตรเลือกตั้ง รวมถึงการออกเสียงประชามติของประชาชนจำนวนสามใบให้มีขั้นตอนที่น้อยลงและเป็นมิตรกับประชาชนมากยิ่งขึ้น
- ต้องดำเนินการให้กระบวนการนับคะแนนเสียงของประชาชนให้คูหาเลือกตั้งมีความโปร่งใสมากที่สุด โดยเปิดให้ภาคประชาชนเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ได้อย่างง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
2) ข้อเสนอต่อพรรคการเมือง
- รณรงค์หาเสียงทางการเมืองในโซเชียลมีเดียโดยมุ่งเน้นไปที่การแข่งขั้นเชิงนโยบายอย่างสร้างสรรค์แทนการรณรงค์ทางการเมืองที่มุ่งเน้นการสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนมากยิ่งขึ้น
- พรรคการเมืองต้องแสดงจุดยืนทางการเมืองให้ประชาชนทราบชัดเจนว่ามีความเห็นอย่างไรต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
- พรรคการเมืองต้องมีนโยบายที่ชัดเจนให้ประชาชนทราบว่าหากเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญด้วยกระบวนการเช่นไรและที่มาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะมีที่มาอย่างไร
- พรรคการเมืองต้องมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการเชิญชวนประชาชนไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
- พรรคการเมืองต้องแสดงจุดยืนให้ประชาชนทราบชัดเจนว่าจะดำเนินการเช่นไรกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาก่อนที่จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจของวุฒิสภาจำนวนหนึ่งในสามในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
3) ข้อเสนอต่อกลุ่มการเมืองที่ดำเนินการรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ
- ต้องรณรงค์ทางการเมืองด้วยภาษาที่ง่ายต่อการสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความสำคัญต่อชีวิตของเขาอย่างไร
- ต้องรณรงค์ทางการเมืองให้ประชาชนเข้าใจชัดเจนว่าหากประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว กระบวนการทางการเมืองและรัฐธรรมนูญจะต้องดำเนินไปเช่นไรต่อจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2560
- ต้องรณรงค์ทางการเมืองให้ประชาชนเข้าใจว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตราสามารถดำเนินการไปพร้อมกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้
4) ข้อเสนอต่อประชาชน
- ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ให้มากที่สุด
- มีส่วนร่วมกับกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ เชิญชวนให้บุคคลอื่นไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติมากยิ่งขึ้น
- มีส่วนร่วมในการร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบการนับคะแนนในคูหาเลือกตั้งมากยิ่งขึ้น
2.2 ข้อเสนอในระยะยาวภายหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนเสียงของประชาชนและรัฐธรรมนูญที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญต่อผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ดังนี้
1) ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
- ปฏิบัติตามสัญญาทางการเมืองเกี่ยวกับนโยบายและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ให้ไว้ประชาชน
- อาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารหรือตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประชาชนที่เป็นอิสระจากคณะกรรมการการเลือกตั้งและเปิดให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรดังกล่าว
- การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการออกแบบภาษาและวิธีการเขียนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจง่ายและนำไปใช้อ้างในการใช้สิทธิทางศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนในวงกว้างได้สะดวกมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ
- สร้างการเลือกตั้งที่ปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียงและประชาธิปไตยสุจริตด้วยการใช้กลไกด้านการศึกษาผ่านการฝึกอบรมให้เยาวชนรุ่นใหม่ ๆ ของสังคมไทยได้มีส่วนร่วมทางการเมืองตั้งแต่อยู่ในสถาบันทางการศึกษา
2) ข้อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- นำเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้การเลือกตั้งมากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างกลไกที่เปิดกว้างให้บุคคลที่มีความเปราะบางสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มช่องทางให้ออกเสียงเลือกตั้งผ่านแอปพลิเคชันในมือถือ เป็นต้น
3) ข้อเสนอต่อประชาชน
- ประชาชนต้องคงระดับมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระดับสูงเอาไว้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างการตรวจสอบการทำงานของผู้แทนของประชาชนในรัฐสภาอยู่ตลอดเวลาว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ อภิปราย และลงมติในวาระต่าง ๆ รวมถึงการพิจารณาร่างกฎหมายได้สอดคล้องกับนโยบายต่าง ๆ ที่ได้หาเสียงทางการเมืองไว้กับประชาชนหรือไม่




