นโยบายสาธารณะจะยั่งยืนได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ด้วยเหตุนี้งาน Policy Watch Connect 2026 ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ’ จึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันของ Policy Watch The Active Thai PBS และเครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กร เพื่อออกแบบนโยบายที่มาจากเจ้าของปัญหาโดยตรง ก่อนมีรัฐบาลใหม่ เพราะเสียงของทุกคนมีความหมาย
ที่งาน Policy Watch Connect 2026 ณ อาคารรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวถึงท่ีมาที่ไปของงานนี้ว่า “นโยบายที่ดี ต้องมีส่วนร่วมจากประชาชน”
นโยบายสาธารณะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน ทุกขณะจิต ตั้งแต่ลืมตาตื่นนอน ออกจากบ้าน ไปทำงานเรียน กลับบ้าน ไปจนถึงเข้านอน สัมพันธ์กับชีวิตของทุก ๆ คน ตั้งแต่เกิดจนตาย นโยบายสาธารณะจึงมีความสำคัญและเป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตประชาชน
ดังนั้นคุณภาพของนโยบายสาธาณะเป็นตัวชี้วัดว่า เราจะได้เติบโตมาในสังคมแบบไหน สิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นอย่างไร โอกาสในชีวิตของประชาชนและคุณภาพชีวิตของประชาชนจะมีมากน้อยแค่ไหน หรือจะมีสุขภาพอย่างไร
อย่างไรก็ตาม นโยบายกลับเป็นสิ่งที่รัฐเลือกที่จะทำหรือเลือกที่จะไม่ทำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทั้งประเทศ ดังนั้นประชาชนจึงจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดและออกแบบนโยบาย
นอกจากนี้ ในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้ เป็นวันที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองไทย ด้วยการเข้าคูหาลงประชามติ ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเลือกตั้ง สส. ซึ่งเป็นผู้ที่จะเป็นผู้ออกนโยบายแก้ไขปัญหาประเทศ
งาน Policy Watch Connect 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนได้ส่งเสียง ถอดบทเรียนปัญหาประเทศให้พรรคการเมืองนำไปใช้เป็นนโยบายแก้ไขปัญหา เสนอนโยบายให้กับพรรคการเมืองนำไปหาเสียงและให้คำมั่นสัญญา
และจะเป็นการกลับหัวกลับหางให้ประชาชนเป็นผู้เริ่มต้น เสนอ และติดตามนโยบาย ไม่ใช่นั่งฟังนโยบายหาเสียงจากพรรคการเมืองเล่าให้ฟังเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงการสื่อสารทางเดียว เพราะนโยบายสาธารณะไม่ได้หล่นมาจากหอคอยงาช้าง แต่ต้องมาจากข้อถกเถียงเรียนรู้จากประชาชน นรเศรษฐ์ กล่าว
ดังนั้นงานนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทวงถามและเสนอนโยบาย ให้พรรคการเมืองปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เพราะนโยบายไม่ใช่เรื่องที่พรรคการเมืองจะเป็นผู้กำหนดเท่านั้น
นอกจากนี้ นรเศรษฐ์ แสดงความกังวลใจว่า ปัจจุบันประเทศของเรามีโจทย์วิกฤตต่าง ๆ มากมาย เช่น สาธารณสุข ภัยภิบัติ-ภัยธรรมชาติ วิกฤตความเหลื่อมล้ำ คนเปราะบางถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นคนจน กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ คนพิการ ซึ่งทวีความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น รวมถึงวิกฤตความมั่นคงที่หลายประเทศเผชิญ
จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบัน หลักการและชุดคุณค่าต่าง ๆ ที่หลายประเทศทั่วโลกยึดถือ ได้ถูกละทิ้ง และเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่นกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตความน่าเชื่อถือของรัฐ ที่จะทำให้นโยบายไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นไม่เชื่อถือรัฐ นำไปสู่การไม่ให้ความร่วมมือกับนโยบายหรือกฎหมายต่างๆ ซึ่งวิกฤตความน่าเชื่อถือของรัฐ เกิดจากคอร์รัปชันและทุนเทาที่แทรกแซงรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่ศรัทธาและเชื่อมั่นในรัฐ
บนเวทีเสวนา ‘ความหวังการเลือกตั้งฝ่าวิกฤตประเทศไทย’ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) กล่าวว่า ตนเองสนใจการเมืองตั้งแต่สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร และผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ เช่น 6 ตุลา 2519 , พฤษภา 2535 อาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นความร่วมมือร่วมใจกันหลายฝ่าย ที่มีความหวังร่วมกันที่จะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แม้ว่าหลังจากนั้นรัฐบาลจะล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็อยู่ในกรอบของประชาธิปไตย กระทั่งเกิดรัฐประหาร 2549 หลังจากนั้นประชาธิปไตยก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด และความแตกแยกทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ผมไม่ยอมหมดหวังกับประชาธิปไตย
“ผมยังจำที่คุณหมอประเวศ วะสี เคยบอกกับผมว่า อย่าคาดหวังแต่จงมีความหวัง เพราะคาดหวังบางครั้งทำให้เจ็บปวด แต่การมความหวังทำให้เราดำรงชีวิตอยู่” วันชัยกล่าวรำลึกถึงประเวศ วะสีที่เพิ่งจากไปเมื่อ 10 ม.ค. 69
งาน PolicyWatchConnect2026 จะเป็นการนำเสนอนโยบายจากการถอดบทเรียนจากประชาชน นโยบายที่ถือได้ว่าเป็นสัญญาประชาคม ที่พรรคการเมืองต้องเอาเป็นตัวตั้งในการกำหนดนโยบาย
และได้ยกตัวอย่าง นโยบายอากาศสะอาดของสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สิงคโปร์เผชิญปัญหาหมอกควันพิษที่มาจากเกาะบอร์เนียว ซึ่งเกิดจากการเผาป่าเพื่อปลูกปาล์ม เนื่องจากผลผลิตจากปาล์มเป็นที่ต้องการสูงมาก ส่งผลให้ภาคประชาสังคมกดดันรัฐบาลสิงคโปร์ ให้ออกกฎหมายข้ามพรมแดน บังคับบริษัทสิงคโปร์ที่มีส่วนในการเผาป่าต้องถูกปรับหนึ่งแสนดอลลาร์ต่อ 1 วัน นอกจากนี้ภาคประชาสังคมยังกดดันไม่ให้ผลิตผลจากปาล์มวางแผงขายในห้างสรรพสินค้า ทำให้ 5 ปีต่อมาสิงคโปร์มีอากาศดีขึ้น
ตัวอย่างนี้เท่ากับว่าภาคประชาสังคมแข็งแรงมาก Policy watch ของสิงคโปร์แข็งแรงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลไทย ปรากฎว่าการแก้ไขหมอกควันพาข้ามพรมแดนเป็นเพียงแค่ของความร่วมมือ แต่ไม่ออกกฎหมาย
ทางด้าน ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชนสิทธิ์ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภามองว่า นโยบายทางสังคมหรือนโยบายจาก “เบื้องล่าง” แม้มาจากประสบการณ์ของประชาชน แต่ไม่ได้อยู่ในมือของผู้กำหนดนโยบาย
ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญคือ ทำอย่างไรจะทำให้นโยบายทางสังคม ที่ประชาชนร่วมแสวงหาทางออกวิกฤติ จะทำให้อยู่ในมือผู้มีอำนาจตัดสินใจกำหนดนโยบายอย่างสภานิติบัญญัติ หรือนักการเมืองที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนจากการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันต้องมีกลไกติดตามนโยบายต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเป็นการตรวจสอบการทำงาน
ประภาส ยกตัวอย่างนโยบายที่ประชาชนมีส่วนร่วมและสอดคล้องคือ การจัดการที่อยู่อาศัยสำหรับคนจนเมือง ที่มีการปรับให้สอดคล้องกับความเป็นอยู่และรายได้ของคนจนเมือง เปลี่ยนรูปแบบการซื้อบ้านเป็นการเช่าอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายเคหะสาธารณะที่ต่างจากของภาครัฐเป็นผู้ริเริ่ม
เช่นเดียวกับ พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสังคมและปัญหาคุณภาพชีวิตมีความซับซ้อนมากกว่าที่ภาคการเมืองและราชการจะจัดการได้เพียงลำพัง ดังนั้นต้องให้ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วม
จะเห็นได้ว่า มีหลายโครงการที่เกิดขึ้นจากการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชนสังคม ภาคประชาชน ใช้การทำงานร่วมระหว่างเครือข่าย เชื่อมโยงกับชุมชนต่างๆ และวิชาการ ซึ่งภาครัฐและภาคราชการต้องเข้าไปขยายผล เพื่อให้เป็นนโยบายระยะยาว
ดังนั้นเพื่อออกแบบนโยบายที่ยั่งยืนและแก้ไขปัญหาซับซ้อน ภาคราชการต้องมียุทธศาสตร์ ปล่อยวางให้ภาคประชาชนประชาสังคมดำเนินการบางส่วน เพราะภาคประชาสังคมมีความพร้อมในระดับหนึ่ง
สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ระบุว่าแต่ละปัญหามีความซับซ้อนหลายมิติ นโยบายสาธารณะที่ดีจึงต้องครอบคลุมรอบด้าน สามารถสร้างสุขภาวะที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งครั้งหนึ่งนายแพทย์ ประเวศ วะสี เคยกล่าวว่า อุดมการณ์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ คือการสร้างสุขภาวะที่สมบูรณ์ ได้แก่การดูแลครอบคลุมทั้ง ร่างกาย จิตใจ สังคมสิ่งแวดล้อม และปัญญา เพื่อให้เกิดสมดุลองค์รวม ดังนั้นทั้งการเมืองเศรษฐกิจสังคมต้องเชื่อมโยงกัน
นอกจากนี้นโยบายสาธารณะที่ดีคือนโยบายแบบมีส่วนร่วม เป็นนโยบายจากล่างขึ้นบน ซึ่งจะทำให้ประเทศมีทางออก เป็นนโยบายที่เป็นประชาธิปไตยที่มีฐานกว้าง มีอรรถประโยชน์ หรือเป็นประชาธิปไตยที่กินได้
ทางด้าน ณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่าในช่วงจังหวะเวลานี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาคประชาชนและภาคีเครือข่าย ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าก็เป็น 1 นั้นจะได้ร่วมกับระดมความคิดความหวัง เพื่อสร้างนโยบายในการแก้ไขปัญหาประเทศ
และทางสถาบันพระปกเกล้าเองก็มีศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง (Citizen Political Development Centers – CPDC) ที่ตั้งกระจายอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ด้วยความคาดหวังที่จะทำให้เป็นความจริงนั้น มี 3 ปัจจัยได้แก่
- กระบวนการ ความคาดหวังของประชาชนสามารถปรากฎผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ดังนั้นจึงต้องมีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม โปร่งใส มีการกระจายความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งประชามติ
- นโยบายสาธารณะที่ดี คือการทำให้ประชาชนในสังคม ได้สะท้อน ได้ส่งเสียงและข้อเสนอของประชาชนและได้ไปอยู่บนโต๊ะทำงานของพรรคการเมือง
- การมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะการเมืองที่ดีไม่ใช่แค่เข้าคูหาเลือกตั้ง แต่ต้องให้ประชาชนสามารถติดตาม ประเมินการทำงานของภาคการเมืองได้ และให้ประชาชนได้เป็นกลไกสำคัญในการทำงานของภาครัฐ
นอกจากนี้ ณัฐพงศ์ ยังได้กล่าวอีกว่า ทางสถาบันพระปกเกล้ายังมีอีกความหวังหนึ่งก็คือ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มาใช้สิทธิเป็นจำนวน 75 % ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ มีความหวังว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิมากขึ้น และมีจำนวนบัตรเสียน้อยลง เพราะการเลือกตั้งในปี 66 มีบัตรเสียถึง 7.5 %
Policy Watch Connect 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 23 ม.ค. 2569 ณ สัปปายะสภาสถาน (อาคารรัฐสภา) ตลอด 2 สัปดาห์ มี 4 กิจกรรมใหญ่ ทั้ง
- Policy Forum: 12 วงสนทนา ถกนโยบายสาธารณะ ครอบคลุมทุกวิกฤต
- Policy Communication: Exhibition แปลงปัญหาสู่ทางออกนโยบายสาธารณะ
- Workshop: ร่วมกันคิด ทดลอง ออกแบบการสื่อสารนโยบายจากโจทย์จริงของประเทศ
- Policy Sharing & Networking: ร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นนโยบาย ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมือง
เพื่อเปิดพื้นที่ระดมโจทย์ใหญ่กลั่นกรอง เป็น “สมุดปกขาว” ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมืองและรัฐบาลหลัง #เลือกตั้ง 69 เพื่อฝ่าวิกฤตประเทศไปร่วมกัน
และในช่วงปิดท้ายกิจกรรมของวันแรก ได้มีกิจกรรมสำรวจความคิดเห็นภายในงานว่า ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง มีความคาดหวังหรืออยากได้มากที่สุด ซึ่งผลสำรวจที่ได้คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปฏิรูปการศึกษา และการเลือกตั้งโปร่งใส
สำหรับความคาดหวังในประเด็น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสฎฐวุฒิ พิลา นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เหตุผลว่า ขณะที่การเลือกตั้ง ปี 66 มีความเข้มข้นในเรื่องประชาธิปไตย แต่พอการเลือกตั้งปี 69 เรื่องของประชาธิปไตยหายไปพอสมควร แต่ละพรรคชูนโยบายแก้ปัญหาทุนเทาสแกมเมอร์และปากท้องเป็นนโยบายหลัก
ทั้ง ๆ ที่ถ้ามีประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เพราะ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจกับการเมืองสามารถไปด้วยกัน รวมทั้งทุนเทาและสเกมเมอร์ เพราะประชาธิปไตยจะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในนโยบายและภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะทำให้แก้ไขปัญหาได้ยั่งยืน
สำหรับความคาดหวังประเด็นปฏิรูปการศึกษา เพชรชรินทร์ คำพุฒ นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เหตุผลว่า ถ้าประชาชนทุกคนมีความรู้สามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้ ก็จะสามารถร่วมกันช่วยประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันครูผู้สอนมีภาระงานมากขึ้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน เวลาที่ครูจะให้ความรู้แก่นักเรียนในมิติต่าง ๆ จึงลดลง ทั้ง ๆ ที่ครูไม่ได้มีหน้าที่สอนตามหนังสือตามตัวอัการในตำราเท่านั้น แต่ต้องสอนศีลธรรม จริยธรรม และปรัชญาชีวิต




