แม้ อบต. เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีขนาดเล็กที่สุดและมีเขตพื้นที่นอกเขตเมือง แต่ด้วยเหตุนี้ อบต. จึงเป็น อปท. ที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ทำหน้าที่แทนรัฐส่วนกลาง ที่บริการสาธารณะดูแลประชาชนได้ไม่ทั่วถึง การเลือก นายก อบต. จึงสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการจัดสรรทรัพยากรในพื้นที่ การดูแลปากท้องของประชาชน และมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่โดยตรง
ปัจจุบัน อบต. มีทั้งหมด 4,994 แห่ง ตามข้อมูลจากกรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วันที่ 6 ธ.ค. 2568 ซึ่งอบต. มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ จากการควบรวม อบต. หรือบางแห่งได้รับยกระดับให้เป็นเทศบาล
Policy Watch ชวนคุยกับ วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการเลือกตั้ง อบต. ที่จะมาถึง
Policy Watch: ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่มีการกระจายอำนาจในระดับหนึ่ง การเลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค. 69 ที่จะถึงนี้ พอจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไรบ้าง
วีระศักดิ์: การเลือกตั้งท้องถิ่นมีแนวโน้มเป็นเชิงบวกมากขึ้น ตลอดระยะเวลาที่เริ่มมีการกระจายอำนาจและการเลือกตั้งท้องถิ่น สักประมาณ 25-26 ปี นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
เราเห็นการเรียนรู้ของท้องถิ่นและเห็นการพัฒนาศักยภาพที่ดีขึ้นหลายพื้นที่ เรียกว่ามีผลงานโดดเด่นไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แต่รวมถึงระดับสากล บางท้องถิ่นเป็นเมืองน่าอยู่ เป็นเมืองอัจฉริยะ เป็นเมืองที่คุณภาพชีวิตที่ดี สามารถไปประกวดและได้รับรางวัลระดับสากล
เห็นได้ว่า ท้องถิ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดภายใน 20 กว่าปี ถ้านับเทียบกับรัฐส่วนกลางที่ใช้เวลาประมาณ 100 กว่าปี กว่าจะตั้งหลักได้ แต่ท้องถิ่นวันนี้เริ่มตั้งหลักได้แล้ว และโตไวมาก
นอกจากนี้ยังมีอีกสัญญาณที่ดีก็คือ ชาวบ้านก็เรียนรู้มากขึ้นเข้าใจมากขึ้นว่าการปกครองท้องถิ่นคืออะไรยิ่งจากกรณีของเหตุการณ์ภาคใต้น้ำท่วม รวมถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายหลายภูมิภาค ชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญของท้องถิ่น
ผมไม่ได้บอกว่า ท้องถิ่นจะต้องดี ต้องเก่งเสมอไป แต่ชาวบ้านจะเริ่มเห็นความสำคัญแล้วว่า องค์กรด่านแรกด่านหน้าที่จะเจอก็คือท้องถิ่น เขาเรียนรู้แล้วว่า ถ้าเลือกท้องถิ่นได้ผู้นำที่ดี ได้ผู้บริหารที่ดี มีทีมงานท้องถิ่นที่เข้มแข็ง
เวลาจัดการรับมือภัยพิบัติ ทั้งก่อนเกิดเหตุ ในขณะเกิดเหตุ หรือฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุไปแล้ว ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนในท้องถิ่นเริ่มเรียนรู้และเริ่มเข้าใจแล้วว่า ชีวิตเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งเฉพาะ สส. หรือนักการเมืองระดับชาติเท่านั้น แต่ชีวิตเขาสามารถพึ่งพาการเมืองท้องถิ่นได้
ผลก็คือ เกิดความตื่นตัวในทางการเมืองระดับท้องถิ่นดีขึ้น ผมเดานะว่า ถ้าจะมีเลือกตั้งหลังจากนี้ต่อไปนี้ กระแสความตื่นตัวหรือการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน่าจะสูงขึ้นในภาพรวม อันนี้คือการการเรียนรู้ของชาวบ้านที่เห็นความสำคัญเห็นบทบาทของท้องถิ่น
Policy Watch: ประชาชนในท้องถิ่นมีความเปลี่ยนแปลงในการลงคะแนนเสียงอย่างไรบ้าง
วีระศักดิ์: ชาวบ้านเริ่มเรียนรู้แล้วว่า การเลือกผู้นำท้องถิ่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และตระหนักได้มากขึ้นว่าชีวิตเขาสัมพันธ์กับท้องถิ่นอย่างแน่นแฟ้น เขาจึงกล้าที่จะตัดสินใจ เปลี่ยนจากฐานคิดเดิม ๆ มากขึ้น เดิมเราอาจจะพูดถึงการเมืองท้องถิ่นคือ การเมืองแบบเครือญาติการเมืองแบบชุมชนคนใกล้ชิด คนรู้จักกัน หรืออาจจะเป็นการเมืองแบบต้องใช้เงินซื้อเสียง แต่ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มเรียนรู้เยอะขึ้น และจากเหตุการณ์ภาคใต้ ผมคิดว่า ชัดเจนมากว่าถ้าการรเลือกตั้งใช้เพียงแค่ความคุ้นเคย ไม่ได้ดูมุมมองอื่น ๆ อาจจะมีผลกระทบทางลบกลับมาที่วิถีชีวิตของเขา
ฉะนั้น อีกไม่นานเราคงจะเห็นกันว่า ชาวบ้านน่าจะกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การตัดสินใจทางการเมืองท้องถิ่น กล้าที่จะเลือกกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น โดยไม่ยึดติดกับกระแสเดิม ๆ ตัวบุคคล หรือที่เราชอบรียกกันว่า “บ้านใหญ่” อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น แล้วมุ่งไปสู่ตัวนโยบายหรือตัวผลงานเป็นหลักในอนาคต
Policy Watch: ในแต่ละท้องถิ่นมีปัญหาแตกต่างหลากหลายกันมาก มีตัวอย่างอะไรบ้าง
วีระศักดิ์: ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ปัญหาคลาสสิกที่สุดก็คือ การคมนาคม การจราจร ซึ่งอาจจะแยกเป็นทั้งเขตเมืองกับเขตชุมชน
ในเขตเมืองแน่นอนชาวบ้านเริ่มเรียนรู้แล้วว่า ปัญหารถติด จราจรติดขัดทำไมแก้ไม่จบสักที เขาก็เริ่มเรียกร้องให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้น แต่ในภาพกลับกัน พื้นที่ที่เป็นชนบท-กึ่งชนบท ปัญหาไม่ใช่เรื่องรถติด แต่เป็นเรื่องของการขาดแคลนระบบคมนาคมขนส่ง ขาดระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐาน ซึ่งหลายพื้นที่เริ่มเรียกร้องเรื่องนี้ว่า ทำไมเขาอยู่เขตนอก ๆ แล้วไม่มีทั้งรถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน เหมือนกรุงเทพ เขตที่อยู่ห่างไกลออกไปจากเขตตัวเมืองไม่มีโอกาสแบบนี้ สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน เห็นชัดเลยว่ามันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเขา
Policy Watch: ในเรื่องของการผลิตและเศรษฐกิจปากท้องในพื้นที่ มีอตัวอย่างอะไรบ้าง
วีระศักดิ์: ภาพมันเริ่มเปลี่ยนไปเยอะ จากเดิมเวลาเราพูดถึงมิติเศรษฐกิจกับท้องถิ่นเนี่ยมันเป็นเรื่องพื้นฐานเช่นส่งเสริมอาชีพกลุ่มแม่บ้านผลิตสินค้าชุมชนใช่ไหมทำน้ำพริกน้ำแกง แต่วันนี้มันเริ่มไปไกลมากกว่านั้น
ชาวบ้านเริ่มคาดหวังว่าท้องถิ่นจะเป็นที่พึ่งในการพัฒนาตลาดแรงงาน พัฒนาโอกาสและตลาดใหม่ ๆ ให้กับพื้นที่มากขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมนิดนึงทางทางยะลา วันนี้คิดไปถึงว่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไรเขาเริ่มจากการตั้งคำถามว่าถ้าเราเดินตามกระแสปัจจุบัน เช่น ยะลาก็เริ่มตั้งคำถามว่าจะมีวิธีใหม่ได้ไหมในการบริหารจัดการเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการสร้างระบบของตัวเอง สร้างให้เป็นแพลตฟอร์มตัวเองขึ้นมา เพื่อที่ว่าเงินรายได้ที่มันหมุนเวียนจากระบบ ไม่รั่วออกไปข้างนอกหรือรั่วไม่เยอะ
เขาก็ทำลักษณะคล้ายกับมีแพลตฟอร์มของตัวเองในการขายสินค้าชุมชนเขาใช้ชื่อน่ารักนะชื่อภาษาใต้หน่อยว่า “หลาดยะลา” มาจากคำว่า ตลาดยะลา เอาสินค้าตามร้านค้าต่าง ๆ มาเข้าสู่ระบบ ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น มีอาชีพไรเดอร์ส่งนู่นนี่ แล้วเงินมันก็หมุนเวียนกันเองในชุมชน
Policy Watch: พอมีตัวอย่างเรื่องคุณภาพชีวิตอย่างไรบ้าง
วีระศักดิ์: มิติของคุณภาพชีวิต ผมว่าเห็นชัดมาก กระแสมันเปลี่ยนไปด้วยส่วนหนึ่งก็คือเรื่องระบบเอ่อสุขภาพปฐมภูมิที่ทุกวันนี้อยู่ในมือของท้องถิ่นมากขึ้น ตัวอย่างชัด ๆ ก็เช่น รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล)เดิมคือสถานีอนามัย คลินิกชุมชน ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข แต่หลังจากหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นต้นมา รพ.สต. จำนวนราวครึ่งหนึ่งถูกถ่ายโอนไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิหลาย ๆ ส่วน
และระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ให้ความรู้เรื่องสุขภาพ รณรงค์ดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาหารการกิน เช่น หวาน มัน เค็ม ป้องกันโรค NCDs (Non-Communicable Diseases, โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคแต่เกิดจากพฤติกรรมและวิถีชีวิต) ทำให้ชาวบ้านเห็นบทบาทท้องถิ่นชัดมากขึ้น ชาวบ้านได้รับการดูแลดีขึ้น เข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้ดีขึ้น
Policy Watch: ได้ยินมาว่า ในมิติการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในระดับท้องถิ่น
วีระศักดิ์: ท้องถิ่นทำเรื่องการศึกษามากขึ้น พอมีการถ่ายโอนโรงเรียนไปอยู่ในสังกัดของท้องถิ่น หรือเป็นโรงเรียนท้องถิ่นเดิมก็ตาม รวมไปถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่อยู่ในมือของท้องถิ่น เห็นได้ชัดว่า คุณภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน แบบน่าตกใจนะครับ
โรงเรียนท้องถิ่นใช้เวลา 10 กว่าปีก็สามารถขึ้นมาอยู่ในระดับประเทศได้ ผลการสอบเด็กนักเรียนสามารถเทียบกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับจังหวัดได้ มีตัวอย่างให้เห็นเยอะมาก ซึ่งชาวบ้านก็เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้
Policy Watch: ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้สมัคร อบต. ต้องทำการบ้านหนักขึ้นอย่างไรบ้าง
วีระศักดิ์: วันนี้ชาวบ้านเรียนรู้อะไร เห็นอะไรเยอะมากว่า หากผู้ลงสมัครเป็นผู้บริหารท้องถิ่นยังตีโจทย์ไม่แตก ยังคงมองภารกิจท้องถิ่นแบบเดิม ๆ แค่เรื่อง น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี ก็อาจสอบตก
เพราะหากไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม ชาวบ้านก็ไม่เลือก ชาวบ้านไม่ได้เชื่อถือแค่ตัวบุคคลแล้ว แต่ดูที่ความรู้ความสามารถ ดูที่นโยบาย ดูที่ผลงานมากกว่า อันนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่ผมสังเกตเห็นนะครับ
Policy Watch: เหตุผลนี้หรือเปล่า ที่ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา เราเห็นนักการเมืองท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่หน้าใหม่มากขึ้น
วีระศักดิ์: มีส่วนครับ มีส่วน คือหนึ่งต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่วันนี้ โตมาพร้อมกับเรื่องข้อมูล ซึ่งข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหลายเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของคนเรามากขึ้น ฉะนั้นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาส่วนหนึ่งมาพร้อมกับชุดความรู้ และอาจจะมาพร้อมกับความตื่นเต้นอยากลองของ อยากลองวิชา ฉะนั้นมันก็จะมีนโยบายที่เขาเรียกว่าซับซ้อนขึ้น
เช่นแทนที่จะเสนอนโยบายน้ำไหล ไฟสว่าง ทำให้มีประปาเข้าถึงทุกบ้าน แต่มีนโยบายที่ซับซ้อนมากขึ้นคือ ทำน้ำประปาให้ถึงทุกบ้าน และมีคุณภาพดี ซึ่งบางนโยบายไปไกลถึงดื่มได้ด้วย
บางกลุ่มก็อาจจะบอกว่าใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการผลิตและส่งน้ำประปา มีสมาร์ตมิเตอร์ ไม่จำเป็นต้องเป็นมิเตอร์แบบเดิม ๆ มีคนเดินไปจดมิเตอร์ ตามบ้านจดผิดจดถูก แต่เสนอสมาร์ตมิเตอร์ ที่อ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ เป็นข้อมูลที่แม่นยำ และสามารถออกใบเรียกเก็บค่าน้ำประปาได้ ซึ่งช่วยลดการรั่วไหลของระบบบริหารจัดการ ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่คิดซับซ้อนมากขึ้น
Policy Watch: แสดงว่าเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นองค์กรประกอบสำคัญของนโยบายหาเสียงแล้ว
วีระศักดิ์: ถามว่าเป็นอิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่ไหม ผมว่ามีส่วนและกลุ่มไหนล่ะที่จะเปิดรับนโยบายพวกนี้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือคนรุ่นใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นเดิมจะคิดไม่ได้นะ เพราะมีผู้บริหารท้องถิ่นที่เริ่มอยู่มานาน เริ่มเรียนรู้แล้วปรับตัว และเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ แล้วนำไปสู่การเสนอนโยบายต่าง ๆ เข้าสู่ท้องถิ่น
ตัวอย่างหนึ่งที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเร็วๆ นี้ คือ อบต. ที่มักถูกมองว่า เชย ๆ โบราณ ๆ นโยบายมักถูกมองว่า ไม่ทันสมัย แต่วันนี้มีการพูดถึงกระแสโลกร้อน กระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนรุนแรงมากขึ้น แล้วเราก็ตื่นตัวเรื่องพื้นที่สีเขียว กระแสสากลตอนนี้กำลังพูดถึงเรื่องทำยังไงให้สีเขียวมันมีมูลค่าเพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนอยากปลูกต้นไม้อะไรอย่างเงี้ยเยอะขึ้นนะครับก็ ไปสร้างตลาดขึ้นมาเขาเรียก “ตลาดคาร์บอนเครดิต”
ใครปลูกต้นไม้ มีระบบการวัดและขึ้นทะเบียน เพื่อแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อจูงใจให้คนอยากมาปลูกต้นไม้อนุรักษ์เอาไว้ให้เยอะขึ้น มีอบต. หลายแห่งเปิดนโยบายจะทำชุมชนให้เป็นพื้นที่สีเขียว ที่ไม่ใช่เขียวเฉย ๆ แล้วไม่มีอะไร แต่เป็นเขียวที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ด้วย ดันให้ไปสู่คาร์บอนเครดิตให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายสมัยใหม่
ใครมาเสนอนโยบายแบบเดิม ๆ อาจจะสอบตกก็ได้นะ นโยบายจึงต้องทำให้มันทันสมัยแล้วก็เหมาะกับพื้นที่มากขึ้น อันนี้คือการเปลี่ยนแปลง
Policy Watch: อยากให้ยกตัวอย่างว่า มีสักพื้นที่ไหนบ้าง ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
วีระศักดิ์: ถ้าจะยกตัวอย่างแบบเป็นรูปธรรมเลยนะโดยที่ไม่ได้เข้าข้างกลุ่มไหนนะครับ ก็ยกตัวอย่างเช่น ลำพูนที่เพิ่งมีเลือกตั้งท้องถิ่นไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้ง อบจ. ลำพูนที่เรียกว่าเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ฮือฮาพอสมควรว่า เอ่อ…กลุ่มสีส้มแล้วกันนะครับ สามารถล้มบ้านใหญ่ได้ ที่อยู่มานานแล้วก็เป็นฐานของการเมืองสีแดงขั้วเดิมนะครับ
ไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพราะตัวนโยบายอย่างเดียวหรือไม่ แต่เห็นการนำเสนอนโยบายการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนรู้สึกขาดแคลนจริง ๆ เพราะชาวลำพูนรู้สึกว่าก่อนหน้านี้อาจจะขาดบริการเหล่านี้ไปพอมีนโยบายใหม่ใหม่เกิดขึ้นมา เขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง
เท่าที่ตามดูนะครับ ก็เริ่มมีความคิดเรื่องระบบขนส่งมวลชนในจังหวัด ระบบการบริการสุขภาพที่ดีขึ้น ทำอย่างไรให้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงได้
เพราะลำพูนถึงจะเป็นจังหวัดเล็ก ๆ แต่มีพื้นที่ห่างไกลอยู่นะ ยังต้องเดินทางหลายชั่วโมงเพื่อเข้าสู่ตัวจังหวัด ยิ่งเรื่องสุขภาพ เห็นชัดเลยว่า คนกลุ่มเปราะบางเดินทางไปหาหมอลำบากมากจริง ๆ
ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ผมเริ่มเห็นก็คือ ทีมใหม่เข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีมาช่วยในการเข้าถึงบริการที่ดีขึ้น ที่ได้ยินที่ได้ติดตาม ก็มีเช่นระบบเทเลเมดีซีน ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้คนอยู่ที่บ้านสามารถปรึกษาคุณหมอได้
ส่วนระบบขนส่งมวลชน ก็ได้ยินว่ากำลังปักหลัก จะจ้างเหมาเอกชนมาเดินรถให้บริการในเส้นทางสำคัญ เชื่อมระหว่างอำเภอเข้าสู่ตัวจังหวัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
Policy Watch: กระแส กระสุน ความคุ้นเคย และนโยบาย อะไรมีอิทธิพลมากกว่ากันในการที่จะเลือกนักการเมืองสักคน ๆ หนึ่ง
วีระศักดิ์: เริ่มจาก กระแสพรรค ความน่าเชื่อถือของตัวพรรคมีผลแน่นอนต่อการตัดสินใจเลือกนะครับ แต่มันไม่ใช่ปัจจัยเดียว ทีนี้ต้องบอกก่อนนะครับ เวลาโหวตหนึ่งคน อาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาสี่วินาทีก็จริงนะครับ แต่กว่าจะนำมาซึ่งบทสรุปเนี่ยชาวบ้านเขาคิดเยอะ
อย่างเรื่องกระสุน เรื่องทรัพยากร เรื่องเงิน เรื่องหนึ่งใช่ไหมครับ เรื่องความน่าเชื่อถือของพรรคก็อีกเรื่องหนึ่งแต่อีก 2-3 เรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ทิศทางนโยบายที่นำเสนอมันโดนใจเขาไหมนะครับ
เชื่อเลยว่าอีกไม่นานถ้ามีการเลือกตั้งในปี 69 พรรคไหนไม่นำเสนอนโยบายเรื่องจัดการภัยพิบัติรับรองไม่ชนะใจชาวบ้าน อย่างนี้มันเป็นไปตามกระแสแน่นอน ปฏิเสธไม่ได้
เพราะกระแสก็เป็นตัวที่ทำให้แต่ละคนตัดสินใจด้วยเหมือนกัน บางทีบางคนไม่ได้ตัดสินใจหรอก ไม่รู้หรอกจะเลือกใคร แต่เพื่อนฉันว่ายังไง คนนั้นว่ายังไง ญาติฉันว่ายังไง ฉันเลือกตามเขา กระแสเนี่ยมันอาจจะมาได้จากสื่อ อาจจะมาได้จากตัวหัวคะแนน อาจจะมาได้จากตัวแกนนำชุมชน
ฉะนั้นผมเชื่อว่า นักการเมืองจะเล่นกระแสเป็น ใช้โซเชียลมีเดียบ้าง ใช้สื่อแบบดั้งเดิมบ้าง ขึ้นป้ายบ้าง หรือใช้หัวคะแนน หรือแกนนำชุมชนอะไรก็ตามนะครับเพื่อที่จะโน้มน้าว ที่ทำให้แต่ละคนตัดสินใจมากขึ้น
ฉะนั้นท้ายที่สุดนะ ผมว่าเราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนะครับ คนพร้อมที่จะกล้าลองอะไรใหม่ ๆ เยอะขึ้นนะครับ ไม่ยึดติดวิถีเดิม ๆ ขั้วเดิม ๆ
แล้วก็ผมเชื่อว่าชาวบ้านเริ่มรู้ละว่า การเลือกมีความสำคัญที่จะส่งผลกลับมาชีวิตของเขาในอนาคต ถ้าเลือกแบบนี้ผลจะเป็นอย่างไร เขาเริ่มเรียนรู้แล้วนะครับ เหมือนกรณีของภาคใต้ก็ได้ อาจจะเชื่อในกระแสประชาธิปัตย์เยอะ อยู่ไปสักพักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคอื่น ก็เริ่มสงสัยตั้งคำถามต่อกลุ่มการเมืองที่เขานิยม แล้วก็เริ่มเสื่อมความศรัทธา แล้วกระแสพรรคอื่นก็เข้ามาแทนที่
และเหตุภัยพิบัติในภาคใต้รอบนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อกลุ่มการเมืองมันพลิกผันไปเยอะพอสมควร แต่สรุปได้อย่างมั่นใจเลยก็คือ ชาวบ้านหรือโหวตเตอร์มั่นใจว่า เสียงของตัวเองมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่สำคัญว่าไปเลือกนักการเมือง แต่สำคัญในความหมายว่า ท้ายที่สุดเลือกอะไรมา ก็จะกลับมาที่ตัวเขาเอง ผมว่าชาวบ้านเรียนรู้จากหลายปีของการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยเรา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- กกต.เคาะแผนจัด “เลือกตั้ง อบต.” เปิดรับสมัคร 1-5 ธ.ค. จัดเลือกตั้ง 11 ม.ค.69
- สภาไฟเขียวแก้พ.ร.บ.ท้องถิ่น 4 ฉบับ เปิดทางคนรุ่นใหม่ ลุยการเมืองท้องถิ่น
- “ภาษีบ้านเกิด” ปลดล็อกกระจายงบสู่ท้องถิ่น




