ThaiPBS Logo

การต่อสู้กับคอร์รัปชันในภาคเอกชน

16 ธ.ค. 256710:33 น.
การต่อสู้กับคอร์รัปชันในภาคเอกชน
  • 1/3 ของสถานการณ์คอร์รัปชัน มี “เอกชน” และ “สินบน” เป็นตัวแปร การจะยกระดับสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยให้ดีขึ้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในการแก้ปัญหาจากภาคเอกชนด้วย
  • แม้จะมีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังมีส่วนสำคัญที่ใช้ดุลยพินิจในการออกใบอนุมัติ อนุญาต
  • สาเหตุที่ทำให้ภาคเอกชนหันไปเลือกการจ่ายสินบน มีแรงจูงใจที่สำคัญมาจาก “กระบวนการทำงานของภาครัฐ”
  • นอกจากคอร์รัปชันจะสะท้อนภาพลักษณ์ในเชิงลบให้กับประเทศ ยังสามารถบ่อนทำลายการแข่งขันที่ยุติธรรม ซึ่งอาจกระทบถึงการขัดขวางภาคเอกชน การเข้ามาลงทุน และกีดกันการพัฒนาเศรษฐกิจและมิติอื่น ๆ ของประเทศเป็นวงกว้าง
  • นโยบาย มาตรการ หรือแนวปฏิบัติใด ๆ ที่เคยมีและกำลังพัฒนาจะไม่เป็นผลเลยหากรัฐบาลที่เป็นกำลังสำคัญหรือต้องเรียกว่า “หัวหอก” ผู้นำทิศทางของประเทศไม่จริงจังกับเรื่องนี้
  • การจะทำให้นโยบายดังที่ตั้งใจและให้คำมั่นสัญญานั้นเกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องผนวกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านป้องกันคอร์รัปชันซึ่งเป็นรากฐานของสังคมให้สอดรับกันด้วย
วงจรคอร์รัปชัน ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในภาครัฐแต่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกมิติตั้งแต่สถานการณ์ ปัญหา สาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางแก้ไขคอร์รัปชันจึงยึดโยงกับเอกชนและส่งต่อผลกระทบไปยังระบบเศรษฐกิจของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชัน หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ ด้วยคะแนนเฉลี่ย 36 คะแนน (ขึ้น/ลงเพียง ±1) ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา (คำนวณจากคะแนนในปี ค.ศ. 2014-2023) ซึ่งนอกจากการรับรู้สถานการณ์ในภาพรวมของประเทศยังชี้ให้เห็นแนวโน้มสถานการณ์คอร์รัปชันในภาคเอกชนที่ไม่ขยับตามไปด้วย สังเกตได้จากผลการประเมินของ 3 ใน 9 แหล่งข้อมูล (หรือคิดเป็น 1 ใน 3) ที่ TI ใช้ในการจัดอันดับ CPI ของประเทศไทย ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับภาคเอกชน ได้แก่

1) Global Insight Country Risk Ratings (GI) การประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจในการติดสินบนเจ้าหน้าที่ และการออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อบางธุรกิจ โดยผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ความเสี่ยง มีผลคะแนนคงที่ที่ 35 คะแนน ติดต่อกันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

2) IMD World Competitiveness Center World Competitiveness Yearbook Executive Opinion Survey (IMD) การประเมินการคงอยู่ของการให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศต่าง ๆ โดยนักธุรกิจทั่วโลก ซึ่งไทยได้รับคะแนนเท่ากับปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถทำลายสถิติเมื่อ 5 ปีย้อนหลังของตัวเองได้

และ 3) World Economic Forum Executive Opinion Survey (WEF) การประเมินการจ่ายสินบนในการดำเนินธุรกิจโดยนักธุรกิจภายในประเทศ ที่ในปี 2023 นี้ได้คะแนนตกต่ำลงอย่างมาก จนน่าประหลาดใจ

 

 

Year GI IMD WEF
2023 35 43 36
2022 35 43 45
2021 35 39 42
2020 35 41 43
2019 35 45 43

กราฟเส้นแสดงผลคะแนน CPI ของ 3 แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเอกชนและสินบน

ด้วยตัวชี้วัดดังกล่าว จะพบว่ามุมมองคอร์รัปชันในระดับสากล ให้ความสำคัญกับเรื่อง สินบน เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชน ที่มองว่าสินบนเป็นตัวกลางสำคัญที่สะท้อนให้เห็นสถานการณ์คอร์รัปชันภายในประเทศ ดังนั้น ในทางกลับกันจึงอาจกล่าวได้ว่าการจะยกระดับสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยให้ดีขึ้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในการแก้ปัญหาจากภาคเอกชนด้วย

 

กรณีศึกษาในระดับสากล และประเทศไทย

เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากความไม่โปร่งใส รัฐต่าง ๆ ทั่วโลกได้ตกลงร่วมกันต่อต้านการทุจริตและสินบน (Bribery) และพัฒนาเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (United Nations Convention against Corruption: UNCAC) และ 2) อนุสัญญา OECD ว่าด้วยการต่อต้านการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศในธุรกิจระหว่างประเทศ ค.ศ. 1997 (OECD Convention on Combating Bribery of Foreign Public Officials in International Business Transactions) ซึ่งมีสาระสำคัญที่สอดคล้องกัน คือการระบุให้รัฐภาคีจัดให้มีมาตรการจำเป็นเพื่อกำหนดผู้รับผิดต่อการกระทำที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายรวมถึงการให้สินบน

จากการสำรวจพบว่า ประเทศสมาชิกภายใต้อนุสัญญา 2 ฉบับในข้างต้น ที่ได้รับการจัดอันดับ  CPI อยู่ใน 10 อันดับแรกเสมอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีสูงถึง 9 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และลักเซมเบิร์ก โดยประเทศที่อยู่ภายใต้อนุสัญญา UNCAC แต่ไม่ใช่สมาชิกของ OECD และยังคงได้รับการจัดอันดับ CPI ที่โดดเด่น ได้แก่ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

ในด้านของแนวปฏิบัติพบว่า กรณีศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านคอร์รัปชันในภาคเอกชนอย่างสิงคโปร์และออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการปราบปรามระดับนโยบาย ด้วยการมีกฎหมายที่เข้มงวด และบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น โทษจำคุก ปรับเป็นเงินจำนวนมาก รวมถึงการถูกตัดสิทธิ์ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ตลอดจนความสามารถในการบังคับใช้กับภาคเอกชนได้อย่างจริงจัง พร้อมด้วยแนวปฏิบัติเพื่อการป้องกันเชิงรุกด้วยการมีกลไกติดตามตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอีกหลายประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสด้วยการวางรากฐานและส่งเสริม “สิทธิที่จะได้รู้” ของประชาชน ผ่านข้อมูลเปิด (Open Data) เช่น นโยบายกฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล (Freedom of Information Act – FOIA) ของสหรัฐฯ ที่ส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย เราเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) แต่ไม่ใช่ประเทศสมาชิกภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศในธุรกิจระหว่างประเทศ ของ OECD ในระดับนโยบาย เรามีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 176 ว่าด้วยการกำหนดความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ โดยผู้ให้สินบนมีโทษจำคุกและปรับ โดยมาตรการนี้ครอบคลุมรวมไปถึงการกำหนดความรับผิดสำหรับนิติบุคคล ในกรณีที่พนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคลากรขององค์กร ให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อผลประโยชน์ของนิติบุคคลด้วย

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการผลักดันให้นิติบุคคลได้มีการกำหนดมาตรการควบคุมภายในของตนเองเพื่อป้องกันการทุจริตที่เหมาะสม ในส่วนของสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เรามีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่มุ่งสนับสนุนให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลการดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐ รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง เพื่อแสดงความคิดเห็น ใช้สิทธิทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง และส่งเสริมให้การบริหารงานของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้มีกระบวนการชัดเจนโดยตรงกับภาคเอกชนนัก แต่ก็ถือว่าเอกชนนับเป็นกลุ่มหนึ่งของประชาชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เช่นกัน

อีกมุมหนึ่ง องค์กรเอกชนในไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาคอร์รัปชัน โดยในปี 2553  หลายองค์กรชั้นนำของประเทศได้รวมตัวกันริเริ่มขยายแนวร่วมในรูปแบบ Collective Action ภายใต้ชื่อ “แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)” เพื่อสร้างกระแสต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันด้วยการส่งเสริมให้บริษัทต่าง ๆ กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการที่จะปฏิเสธการรับและจ่ายสินบน รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ตลอดจนการแสดงเจตนารมณ์ที่ดีในการมีมาตรการหรือขั้นตอนที่สามารถวัดผลควบคุมภายในได้ ปัจจุบันมีองค์กรเอกชนที่เป็นแนวร่วมกว่า 1,400 ราย และมีบริษัทที่ผ่านการรับรองว่ามีระบบ/มาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมกว่า 500 ราย และในภาพรวมของประเทศ หลายองค์กรได้มีการกำหนดนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และกำหนดแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมเรื่องสินบนและการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือพวกพ้อง รวมถึงกำหนดมาตรการควบคุมภายใน การกำกับดูแลการปฏิบัติตามนโยบาย และการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน (Anti-Bribery and Corruption Policy) ซึ่งเราสามารถพบเห็นการแสดงเจตนารมณ์เหล่านี้ผ่านช่องทางสื่อสารขององค์กรอย่างตรงไปตรงมาด้วย

มาถึงขั้นนี้แล้ว ทำไมคอร์รัปชันโดยเฉพาะสินบนในไทยถึงไม่ไปไหน ?

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ (U.S Department of State) ประเมินสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทย ผ่าน Investment Climate Statements ปี 2566 ว่าคอร์รัปชันและสินบนยังคงเป็นปัญหา เพราะแม้จะมีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังมีส่วนสำคัญที่ใช้ดุลยพินิจในการออกใบอนุมัติ อนุญาต ใกล้เคียงกับผลการประเมินความเสี่ยงการติดสินบนทางธุรกิจ (Bribery Risk Matrix) โดย TRACE International สมาคมธุรกิจระหว่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้านการต่อต้านการถูกเรียกสินบน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และธรรมาภิบาล ที่จัดอันดับให้ไทยอยู่ลำดับที่ 87 จาก 194 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนน 47 ซึ่งจัดอยู่ในความเสี่ยงระดับปานกลาง (ระดับ 3 จากทั้งหมด 5 อันดับ) โดยมองว่าประเทศไทยยังมีความโปร่งใสของรัฐบาลและข้าราชการเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางการเงินที่ไม่ค่อยดีนัก การปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายยังไม่มีคุณภาพ รวมถึงเสรีภาพของสื่อและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่ยังน่าเป็นห่วง

จากการสรุปข้อมูลขององค์กรนานาชาติหลายแห่ง พบว่า สาเหตุที่ทำให้ภาคเอกชนหันไปเลือกการจ่ายสินบน มีแรงจูงใจที่สำคัญมาจาก “กระบวนการทำงานของภาครัฐ” ที่อาจขัดผลประโยชน์และไม่สอดคล้องกับบริบทในการประกอบกิจการ และอาจหยั่งรากลึกลงไปถึง “โครงสร้างของสังคม” ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 5 ปัจจัยหลัก ดังนี้ 1) กฎระเบียบ ข้อบัญญัติที่มีมาก ยากต่อการทำความเข้าใจและปฏิบัติ 2) ความล่าช้าของระบบราชการ เช่น การออกใบอนุมัติ อนุญาต กระบวนการทางกฎหมาย หรือการตรวจสอบและประเมินในหลายด้าน อย่างความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ที่อาจนำมาซึ่งการใช้เวลาจำนวนมากหรือการเสียค่าปรับ เอกชนอาจเลือกการจ่ายสินบนเพื่อเร่งรัดการดำเนินการหรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎนั้น 3) ช่องโหว่ของกระบวนการที่ยังต้องใช้ “คน” และการให้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งอาจนำมาซึ่งการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) 4) จริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่เข้มแข็ง ขาดความตระหนักและจิตสำนึก ยังมองเห็นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวมและความถูกต้อง และ 5) ธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยชิน จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับได้ เมื่อเห็นว่าธุรกิจอื่นก็ทำ จึงตามมาซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบ การเห็นเป็นเรื่องปกติที่หากไม่ทำจะเสียเปรียบ เสียผลประโยชน์ในการแข่งขัน หรือในทางกลับกันอาจเป็นเพราะสังคมยังมีการปลูกฝังจิตสำนึกให้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบของคอร์รัปชันที่ไม่มีประสิทธิภาพด้วย

ถึงเวลาแล้วที่รัฐจะต้องจริงจังในการแก้ปัญหา

เมื่อปี 2560 World Economic Forum ได้เปิดเผยผลสำรวจ Executive Opinion Survey ที่ชี้ให้เห็นว่า คอร์รัปชันเป็นตัวแปรลำดับที่ 5 จากทั้งหมด 16 ตัวแปรที่ถูกเลือกเป็นปัญหาสำคัญในการลงทุนหรือประกอบกิจการในประเทศไทย เป็นช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกับการที่สถานการณ์การรับรู้คอร์รัปชันของประเทศไม่ดีขึ้น และยังเป็นจังหวะเดียวกันกับข่าวการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมหลายแห่งจากไทยไปประเทศอื่นในอาเซียน ด้วยเหตุผลด้านนโยบายทางเศรษฐกิจ ข้อตกลง สิทธิประโยชน์ทางการค้า และกระบวนการสนับสนุนทางรัฐต่าง ๆ

เมื่อผนวกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องหลายส่วนและจากสถิติที่ยกมาในข้างต้น อาจเป็นหลักฐานที่จะตอบสมมุติฐานได้อย่างเพียงพอแล้วว่า คอร์รัปชันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับภาคเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยโครงสร้างและกระบวนของรัฐที่ยังตามหลัง อาจยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาคอร์รัปชันจะไม่ขยับไปไหน หนำซ้ำอาจกลายเป็นการทวีคูณปัญหาให้เกิดขึ้นเป็นวงจรอย่างไม่รู้จบ

ดังนั้นในบทบาทของภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเล็งเห็นความสำคัญ ไม่นิ่งเฉยต่อสถานการณ์ และลุกขึ้นมาเร่งแก้ไข เพราะนอกจากคอร์รัปชันจะสะท้อนภาพลักษณ์ในเชิงลบให้กับประเทศ ยังสามารถบ่อนทำลายการแข่งขันที่ยุติธรรม ซึ่งอาจกระทบถึงการขัดขวางภาคเอกชน การเข้ามาลงทุน และกีดกันการพัฒนาเศรษฐกิจและมิติอื่น ๆ ของประเทศเป็นวงกว้างได้อีกด้วย

นโยบาย มาตรการ หรือแนวปฏิบัติใด ๆ ที่เคยมีและกำลังพัฒนาจะไม่เป็นผลเลยหากรัฐบาลที่เป็นกำลังสำคัญหรือต้องเรียกว่า “หัวหอก” ผู้นำทิศทางของประเทศไม่จริงจังกับเรื่องนี้ เพราะหากลองไล่เรียงแนวทางในการต่อต้านคอร์รัปชันจะเห็นว่า ทุกภาคส่วนเริ่มขยับพัฒนาและมีวิธีแก้ไขในแต่ละมิติแตกต่างกันไป

หากแต่ยังเป็นการทำงานที่แยกส่วนซึ่งอาจทำให้มีช่องโหว่ที่เป็นรอยรั่วและทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันยังขาดตอน ในบทบาทของผู้นำจึงจำเป็นที่จะทำความเข้าใจและมองหาจุดร่วมสำคัญซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันในการแก้ไข รัฐควรเป็นตัวกลางในการผสาน หนุนเสริมและสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน ซึ่งการจะผลักดันนโยบายคอร์รัปชันนั้นไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบที่ตายตัวขนานเดียว หากแต่ยังสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกับการผลักดันนโยบายอื่น ๆ ไปพร้อมกันด้วยก็ได้ เพราะการจะทำให้นโยบายดังที่ตั้งใจและให้คำมั่นสัญญานั้นเกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องผนวกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านป้องกันคอร์รัปชันซึ่งเป็นรากฐานของสังคมให้สอดรับกันด้วย

แม้นโยบายของพรรครัฐบาลนี้จะมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจ แต่หากลองสังเกตอีกมุม อาจเห็นแนวปฏิบัติด้านการต่อต้านคอร์รัปชันก็ได้

 

อ้างอิง:

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

การปฏิรูประบบราชการและการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นนโยบายของทุกรัฐบาล แต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนสามารถแก้ปัญหาได้ โดยประเด็นดังกล่าวในความรู้สึกของประชาชนจากการสำรวจของสำนักวิจัยต่าง ๆ พบว่าประชาชนมีความเห็นว่าสถานการณ์รุนแรงขึ้น

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

รัฐบาลดิจิทัล

นโยบายผลักดัน "รัฐบาลดิจิทัล" เริ่มขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบต่อแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทยระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2559 – 2561) เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2559 เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

ผู้เขียน: