เข้าสู่ช่วงฤดูหนาว อากาศแห้งและฝุ่นกำลังจะมาเยือนอีกครั้ง ที่ผ่านมา ‘เชียงใหม่’ ติดอันดับโลกมาหลายปีเนื่องจากมีมลพิษทางอากาศหรือค่า PM 2.5 ในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เหตุการณ์นี้มาจากมลพิษต่างๆ และผลจากไฟป่าไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือไฟจากมนุษย์ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เชียงใหม่เองก็มีการปรับตัวทั้งในระดับชุมชนและระดับจังหวัดในการร่วมมือ เพื่อลดการเผา ที่เป็นต้นตอของ PM2.5
โครงการ CLEAR CM แก้ปัญหาฝุ่นระยะยาว
โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาแผนแก้ไขและรับมือปัญหา PM 2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ หรือ Comprehensive Local Environmental Action and Response for Chiang Mai ชื่อย่อว่า CLEAR CM เป็นโครงการจัดทำโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในระยะยาว ระยะของโครงการแบ่งเป็น 3 ช่วง
ช่วงที่ 1 เป็นการวิเคราะห์เส้นทางนโยบายและทำความเข้าใจกับปัญหา มีการรีวิวงานวิจัยและศึกษานโยบายต่างๆ (Document Review) วิเคราะห์เส้นทางนโยบายรัฐ (Policy Journey Analysis) และมีการรับฟังเสียงประชาชน (Social Listening) เป้าหมายคือหาชุดความรู้
ช่วงที่ 2 เป็นการวิเคราะห์ทางเลือกเชิงนโยบาย ในระยะนี้จะมีการออกแบบกระบวนการการมีส่วนร่วม วิเคราะห์ต้นทุน-ประสิทธิผล มีการประเมินผลกระทบ (Impact Assessment) วิเคราะห์ส่วนได้ส่วนเสียของผู้ที่เกี่ยวข้อง (Stakeholder Analysis) และวิเคราะห์ความเสี่ยงในอนาคต (Risk Analysis) เป้าหมายของระยะที่สองคือได้รายงายออกมา
ช่วงที่ 3 จะเป็นกระบวนการทำยุทธศาสตร์ 5 ปี โดยจะมีการจัดระดับความสำคัญและผสมผสานนโยบาย เชื่อมโยงให้เกิดความสอดคล้อง มีการออกแบบการบริหารงานภาครัฐและการกำกับดูแล (Governance Design) และมีการคุยปรึกษาหารือในวงใหญ่ เป้าหมายของระยะสุดท้ายคือมีแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เรื่อง PM 2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ออกมา
สถานการณ์ “ไฟจำเป็น” แต่ไร้การควบคุม
จากการรับฟังเสียงประชาชนและการทำความเข้าใจ ทำให้เห็นถึงมุมมองการใช้ไฟเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ ว่า คนแต่ละกลุ่มก็มีเหตุผลการใช้ไฟที่ต่างกันไป และแต่ละคนต่างมองว่าไฟที่ตัวเองใช้อยู่เป็นสิ่งจำเป็น
ยกตัวอย่าง มีกลุ่มคนที่ใช้ไฟเพื่อเปิดทางป่าเพื่อเข้าไปหาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เห็ดถอบ และมีการสังเกตุว่าไฟมักจะเกิดขึ้นใกล้กับถนนสาธารณะหรือเส้นทางที่สัญจรไปมาได้เนื่องจากสะดวกในการเดินทางในเวลาเดียวกันก็มีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในตำบลหนึ่ง แต่ไปทำงานและจุดไฟในอีกตำบล ส่งผลให้มลพิษที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกับตนโดยตรงมากนัก จึงอาจไม่เข้าใจถึงผลกระทบโดยรวมได้อย่างชัดเจน
ความคิดอื่นๆ เช่น ชาวบ้านในพื้นที่มองว่าพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ใช้สอยของคนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น จึงสามารถใช้พื้นที่เพื่อจุดเผาใบไหม้หรือเศษขยะได้ นอกจากนี้ยังมีการเผาเพื่อแสดงเขตพื้นที่อีกด้วย
ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ลักษณะการจุดไฟจะเป็นการต่างฝ่ายต่างจุด ขาดมาตราการควบคุมการใช้ไฟที่สมควร จึงก่อให้เกิดมลพิษในระดับที่สูง
ทำความเข้าใจไฟแต่ละประเภท
การทำความเข้าใจว่า “ไฟ” มีกี่ประเภทและประเภทไหนที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ อาจจำเป็นในการหามาตรการป้องกันที่ถูกต้อง และทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าเมื่อพูดถึง PM2.5 ไม่ได้ง่าย ๆ เพราะมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับกิจกรรมที่หลากหลายของมนุษย์

ไฟที่ก่อมลพิษมีหลายประเภท และมาได้จากหลายปัจจัย ไฟธรรมชาติ คือไฟที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ฟ้าผ่า หรือกิ่งไม้เสียดสีกันในช่วงเวลาที่แห้งแล้งและความชื้นในป่าลดลง ส่งผลให้เกิดไฟป่าอย่างไม่ทันตั้งตัว อย่างไรก็ตามไฟส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักมาจากการกระทำของมนุษย์
ไฟเพื่อการเกษตร เป็นลักษณะการใช้ไฟเพื่อเผาตอซัง (เศษซากพืชที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว) เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการทำเกษตรไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด อ้อย และไร่หมุนเวียน การเผาเชิงเกษตรมีทั้งเผาในพื้นที่ราบและพื้นที่สูง การเผาในพื้นที่สูงเป็นเรื่องยากต่อการนำเครื่องจักรเข้าไปปรับหน้าดินและกำจัดวัชพืช เพราะมีลักษณะเป็นนาขั้นบันไดและพื้นที่ลาดชัน แต่ความจำเป็นที่ต้องเคลียร์พื้นที่สำหรับการปลูกข้าวหรือพืชรอบใหม่ทำให้การใช้ไฟเป็นหนึ่งทางเลือก
อีกประเภทของไฟเพื่อการเกษตรคือ ไฟไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวัฏจักรดั่งเดิมของวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่สูงเพื่อกำจัดเศษพืชและปรับหน้าดินสำหรับการปลูกรอบใหม่ และการเผาจะช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้กับดินอีกด้วย โดยพื้นที่ที่ถูกเผาจะถูกปล่อยไว้สักระยะหนึ่งก่อนจะนำมาใช้อีกรอบ
ไฟจัดการเชื้อเพลิงและแนวกันไฟ เป็นการจุกไฟเผาอย่างควบคุมในพื้นที่ป่าเต็งรังหรือป่าโปร่ง เพื่อกำจัดใบไม้แห้งและเศษวัสดุที่ทับถมอยู่บนพื้นที่ จุดประสงค์คือเพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสมที่อาจก่อให้เกิดไฟป่ารุนแรงและใช้เป็นแนวกันไฟตามธรรมชาติ
ไฟเพื่อฟื้นฟูนิเวศและผลผลิตป่า มีหลายรูปแบบ เช่น
- ไฟฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าเต็งรัง เป็นการจุดไฟอย่างควบคุมเพื่อรักษาสมดุลของป่าและลดเชื้อเพลิงสะสมที่ปกคลุมหน้าดิน และพืชพื้นล่างยังได้รับผลประโยชน์จากการเผาอีกด้วย เพราะเป็นการเปิดพื้นที่รับแสงและกระตุ้นการงอกใหม่ วิธีนี้มักถูกนำมาใช้ในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวของป่าให้ยั่งยืน
- ไฟเพื่อการกระตุ้นการเกิดใหม่ของพืชป่าบางชนิด เช่น กระตุ้นการเกิดขึ้นของหน่อไม้ เห็ดป่า ผักหวาน เชื่อว่าไฟมีประโยชน์ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิต และเป็นการช่วยเพิ่มแหล่งอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าด้วย
- ไฟหญ้าระบัด เป็นการจุดไฟเผาเพื่อกระตุ้นให้หญ้าใหม่งอกออกมา เป็นแหล่งอาหารทั้งสำหรับสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
ไฟเพื่อรักษาโรคในป่า เป็นการจุดไฟป่าอย่างควบคุมเพื่อกำจัดโรคพืชหรือแมลงที่เป็นอันตราย รวมถึงทำลายซากพืชติดเชื้อเพื่อป้องกันการกระจายของโรคในระบบนิเวศป่า ช่วยให้ป่ามีสุขภาพสมบูรณ์
ไฟเพื่อการดับไฟ (ไฟชนไฟ/แบ็คเบิร์น) เป็นการจุดในแนวควบคุมเพื่อตัดเชื้อเพลิงและหยุดไฟใหญ่ การจุดไฟในแนวควบคุมจะช่วยสกัดและตัดเชื้อเพลิงก่อนที่ไฟใหญ่จะลุกลาม มักใช้โดยเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครที่มีทักษะบริหารไฟเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า
อีกรูปแบบคือไฟขอบสวน หรือ ไฟเพื่อทำแนวกันไฟป้องกันไฟอื่นที่จะลุกลามเข้าพื้นที่ (Defensive parameter burn) มักจะทำเพื่อป้องกันไฟจากที่อื่นลามเข้ามาและสร้างความเสียหายในบริเวณบ้านหรือไร่ของตัวเอง
ไฟในชุมชน พื้นที่รกร้าง และข้างทาง เป็นการจุดไฟเพื่อเผาขยะหรือเศษวัสดุในพื้นที่รกร้างและชุมชน มักปล่อยควันพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
อีกการกระทำของมนุษย์ที่พบเจอบ่อยคือการเผาข้างทาง การจุดไฟเผาหญ้าหรือวัชพืชริมถนนเพื่อความสะดวกในการบำรุงพื้นที่หรือเพื่อความปลอดภัยจากการบดบังทัศนวิสัย แต่หากควบคุมไม่ดีอาจลุกลามและก่อให้เกิดอันตรายได้
ไฟอุบัติเหตุ ไฟประมาท และไฟคุกรุ่น ไฟที่อาจเกิดจากการฝึกซ้อมของกองกำลังหน่วยงานความมั่นคง เนื่องจากการซ้อมจะมีการยิงปืนหรือซ้อมระเบิดในพื้นที่ที่ติดกับป่า เป็นความเสี่ยงที่ไฟจะลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่าได้ หากดับไม่ดีจะสามารถปะทุขึ้นมาใหม่ ไฟอุบัติเหตุอื่นๆ ที่ไม่มีเจตนาทำร้ายแต่เกิดจากความประมาท เช่น การทิ้งก้นบุหรี่ จุดไฟแล้วทิ้งไว้โดยไม่มีแนวกันไฟ เป็นต้น
ไฟลุกลามควบคุมไม่อยู่ ข้ามเขต และไร้เจ้าภาพ แบ่งเป็นได้ 3 รูปแบบ
- ไฟลามเข้าเขตดับยาก คือไฟที่หลุดการควบคุมจากพื้นที่หนึ่งและลามไปยังอีกพื้นที่หนึ่งที่ดับยาก เช่น หน้าผาสูง หรือหุบเหว การเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้เป็นเรื่องยากและมีความเสี่ยงสูง
- ไฟในพื้นที่สุญญากาศ เกิดในพื้นที่ที่ไม่มีหน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบหรือมีชุมชนดูแล ส่งผลให้เมื่อเกิดไฟจึงอาจเกิดความล่าช้าในการดำเนินการ และความรับผิดชอบมักถูกผลักไปมา
- ไฟลามข้ามเขต เกิดจากไฟลุกลามเข้าเขตที่ไม่มีเจ้าภาพดูแล ส่งผลให้หน่วยงานหรือพื้นที่ผลักภาระกันไปมา
ไฟเหตุการณ์สังคมและความขัดแย้ง ไฟแค้น เป็นการจุดไฟโดยเจตนาเพื่อสร้างความเสียหายหรือเพิ่มความขัดแย้ง การกระทำลักษณะนี้คนมักเข้าไปใน ‘พื้นที่ป่าลับๆ’ เช่น ในป่าเต็งรัง ผู้ก่อเหตุมักจะใช้ไฟเผาป่าให้เกิดการลุกลามเพื่อสร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
ไฟเพื่อเรียกร้องสิทธิ ต่างกับไฟที่สร้างความขัดแย้ง ไฟเพื่อเรียกร้องสิทธิจะเป็นการจุดไฟใน ‘พื้นที่เปิดโล่ง’ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือกดดันหน่วยงานรัฐ โดยมักเลือกจุดที่มองเห็นได้ชัด เช่น พื้นที่เชิงเขา หรือมีภูเขาเป็นฉากหลัง เพื่อให้สารที่ต้องการสื่อไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน
มาตราการการคุมไฟ
ทั้งนี้มาตราการการควบคุมไฟสามารถมองได้เป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นการป้องกันไฟหน้างาน (Prevention at Source) และสองมาตราการป้องกันไฟหลุด (Escape Fire Control)
ในส่วนของเป้าหมายแรก การป้องกันไม่ให้ไฟเกิดขึ้นตั้งแต่แรกสามารถทำตามได้ดังนี้
- การวางแผนพื้นที่ – จัดวางพื้นที่เสี่ยงไฟ ใช้ข้อมูลเพื่อตั้งเป้าลดพื้นที่เสี่ยง และประสานหน่วยงานและชุมชนในการทำแผนร่วม
- การจัดการเชื้อเพลิง – ลดปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตร นำซังข้าวโพดไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือทำปุ๋ยแทน หรือนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเช่น เครื่องสับเศษวัสดุเกษตร
- การมีส่วนร่วมของชุมชน – มีการพูดคุย จัดตั้งกติกาหมู่บ้าน ห้ามเผาช่วงเสี่ยง มีการจัดตั้งอาสาดับไฟและทีมลาดตระเวน ใช้ระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้าเช่นวิทยุสื่อสารหรือ application
- ทางเลือกทางเศรษฐกิจ – สนับสนุนพืชเศรษฐกิจทดแทนการเผา สร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้เศษวัสดุเกษตร
ในส่วนที่สอง มาตราการการควบคุมเมื่อไฟได้เกิดขึ้นแล้ว
- การตรวจการณ์และแจ้งเตือนภัย – ตั้งจุดเฝ้าระวัง มีระบบรายงาน มีช่องทางการประสานงานระหว่างชุมชน
- ควบคุมไฟหน้างาน – ใช้การดับไฟเชิงรุก มีเครื่องมือพร้อมใช้งาน เช่น ถังน้ำ เครื่องเป่าลม และรถดับไฟขนาดเล็ก
- การจัดการไฟหลุด – ต้องมีระบบที่ดี มีทีมเคลื่อนที่เร็วสามารถเข้าดับไฟภายใน 2 ชั่วโมง ใช้แผนเครื่อข่าย เช่น 1 ทีม รับผิดชอบ 5,000 ไร่
- การฟื้นฟูหลังไฟ – บันทึกความเสียหายเพื่อไปวิเคราะห์ Burn scar สำหรับปีถัดไป ปลูกต้นไม้ทดแทนฟื้นฟูป่าและดิน วัดประเมินและรายงานผล
ที่มา: โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาแผนแก้ไขและรับมือปัญหา PM 2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




