ที่ผ่านมาเราเห็น “พื้นที่สุขภาวะ” (Health Space) เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ต่าง ๆ แต่จะดีมากแค่ไหนถ้าเราขยับขยาย “พื้นที่สุขภาวะ” สู่ทุกจังหวัดทั่วไทย สร้าง “เมืองสุขภาพดี” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และผลักดันนโยบายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
The Active – Policy Watch ไทยพีบีเอส ร่วมกับภาคีเครือข่าย ชวนถอดรหัส “เมืองสุขภาพดี” จากเมืองต้นแบบทั่วโลก พร้อมกำหนดเป้าหมายที่ “ใช่” ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยกลายเป็นเมืองสุขภาวะที่ยั่งยืนผ่าน “Active Policy Forum : ขับเคลื่อนนโยบาย ขยายสู่ท้องถิ่น สร้างสรรค์เมืองสุขภาวะอย่างมีส่วนร่วม” ภายในงาน “Active City Forum: Activate City for Healthier Life ปลุกเมืองให้สุขภาพดี ด้วยเราทุกคน”
เมืองเชื่อมโยงกับ “สุขภาพ” ของเรา
“สุขภาพดี” เกิดขึ้นได้จากสองส่วน คือ “พฤติกรรมของบุคคล” เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร และ “การออกแบบพื้นที่เมือง” ให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหว ทั้งทางกายและทางใจ
“แต่จะออกแบบเมืองออกมาได้ดีมากขนาดไหน ถ้าไม่มีคนใช้ หรือไม่มีคนที่จะบอกว่า สิทธิ์ของตัวเองในการใช้พื้นที่ร่วมกันควรจะเป็นอย่างไร เมืองคงไม่มีชีวิต”
นิรมล ราศี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีสุขภาวะ
นี่จึงเป็นที่มาที่ สำนักสร้างเสริมวิถีสุขภาวะ (สสส.) พยายามสร้างกระบวนการทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกัน เพื่อขับเคลื่อนให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดี ผ่านการปรับหรือออกแบบเมืองใหม่ ให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหว และใช้ได้จริง เพราะเชื่อว่า “เมืองที่ดี” จะเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการออกกำลังกาย อาหาร และการมีสุขภาพจิตดีได้อย่างเท่าเทียม
90% ของชีวิตเราเกี่ยวกับ “พื้นที่”
90% ของชีวิตเรา ล้วนเกี่ยวพันกับ “พื้นที่” อยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็น ถนนหนทางที่เดินทางไปทำงาน ร้านอาหารมื้อเช้า หรือออฟฟิศ ดังนั้นถ้ามีเมืองที่ดี ชีวิตของเราจะดีตาม
แต่เราจะเปลี่ยนคำว่า “ถ้า” ให้เป็นเรื่องจริงได้อย่างไร ? รศ.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายของประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า คนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ดี จะมีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่า คนที่อยู่ในเมืองที่ไม่ดี อย่างน้อย 10 ปี ซึ่งค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชากรทั่วโลกอยู่ที่ 73 ปี และของไทยอยู่ที่ 77 ปี นับว่าประเทศของเรามีต้นทุนทางพื้นที่ แต่ยังมีความท้าทายและอุปสรรค ที่ยังไม่ได้จัดการอีกหลายเรื่อง
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) คือ 1.) ทำชีวิตคนให้ผูกติดกับละแวกบ้านให้ได้ 2.) ทำเรื่องของขนส่งสาธารณะให้ดี 3.) ทำเรื่องความปลอดภัยทางถนนให้พร้อม 4.) ทำเรื่องของการเชื่อมต่อคนให้เข้าถึงพื้นที่สุขภาวะอย่างเท่าเทียม และ 5.) ชวนทุกภาคส่วนมาออกแบบผังเมือง ให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น เช่น เพิ่มพื้นที่สีเขียว และทางเดินเท้า
บทเรียนจากต่างประเทศ ต้นแบบ “เมืองสุขภาวะ”
ต้นแบบการสร้าง “เมืองสุขภาวะ” ของต่างประเทศ มีที่น่าสนใจ ดังนี้
- มาเลเซีย: ใช้กลไก “Think City” ดึงอะไรที่รัฐทำไม่ได้ และเอกชนทำไม่ได้ ไปเชื่อมทรัพยากรเหล่านั้นให้ทำงานด้วยกัน จนสามารถสร้าง “ปีนัง” ให้กลายเป็นเมืองสุขภาวะและเมืองมรดกโลก
- สิงคโปร์: มีนโยบายที่ชัดเจน กลายเป็นแคมเปญทั้งประเทศ เรียกว่า “City in Nature” และใช้กลไกภาครัฐ ในการให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติแก่ทุกภาคส่วน
- เดนมาร์ก: ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นที่ 1 ของเมือง “Healthy Cities” จึงมีนโยบายที่ชัดเจนมาก และมีการสื่อสารสองทาง (Two – Way Communication) ให้ความสำคัญกับการสื่อสารทั้งจากภาครัฐสู่ประชาชน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกลับมา ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น นอกจากนี้รัฐ ยังใช้บุคลากรเป็น ทำให้นโยบายที่ออกมามีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
- ญี่ปุ่น: ใช้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) โดยมองว่า “ทุกที่ในเมืองคือพื้นที่สุขภาวะ” ไม่ว่าจะเป็น หน้าห้างสรรพสินค้า หรือลานดาดฟ้า ทำให้เกิดการสร้างสวนสาธารณะบนห้าง สะท้อนให้เห็นว่า เมืองโตได้ สุขภาวะก็เติบโตได้เช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จ จะ “มีความเข้าใจร่วมกัน” และ “ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน” ประเทศไทยแม้มีต้นทุนทางสังคมที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดทั้งสองประเด็นนี้
“เราต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้และทำซ้ำ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสร้างเมืองที่ทุกคนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน”
นายยศพล บุญสม หัวหน้าโครงการ We Park
เปลี่ยน “กรุง” ให้ตอบโจทย์ “คนเมือง” ทุกมิติ
การพัฒนา “พื้นที่” ของกรุงเทพฯ แม้ทำได้ดี แต่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มองว่า ยังมีอีกหลายโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ หนึ่งคือ “เงื่อนไขของราชการ” ที่แม้ท้องถิ่นจะแข็งแรงแค่ไหน สุดท้ายก็ติดปัญหาของ “ผู้รับผิดชอบ” หรือ “เจ้าภาพ” ที่มีเยอะ จนทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้ยาก ทั้งข้อจำกัดองค์กร หรืองบประมาณที่ขอไม่พร้อมกัน
การแก้ไขกฎหมายให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเบ็ดเสร็จ คือทางออกสำคัญที่จะปลดล็อกเงื่อนไขราชการ ให้สร้างพื้นที่สุขภาวะได้ง่ายขึ้น
สองคือ ต้องเพิ่มพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองในทุกมิติให้มากขึ้น โดยปรับพื้นที่พื้นที่รกร้าง หรือสวนสาธารณะแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็น “สวนที่เป็นได้มากกว่าแค่สวน” ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่ทำกิจกรรมชุมชน พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เช่น แคมเปญสวน 15 นาที การพัฒนาพื้นที่สวนเบญจกิติ หรือสวนลุมพินี
และสามคือ การสร้างเมือง ให้เป็นเมืองสุขภาวะของทุกคน โดยการเพิ่มพื้นที่ปากท้อง เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพกายและใจ แต่ยังรวมถึงสุขภาพทางเศรษฐกิจ
“หัวใจสำคัญของการสร้างเมือง คือการทำให้เป็นเมืองสุขภาวะของทุกคน ไม่ใช่แค่เฉพาะชนชั้นกลางอย่างเดียว ต้องสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนมีรายได้ มีงานทำ ให้เงินเข้ากระเป๋าของคนรากหญ้า เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดเมือง ‘Healthy City’ หรือเมืองสุขภาวะอย่างครบวงจร”
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
พลังชุมชน พลังโซเชียล พลิกโฉม “หาดใหญ่”
“หาดใหญ่” เป็นอีกหนึ่งพื้นที่พัฒนาได้ดีไม่แพ้กรุงเทพฯ โดยใช้ 3 แนวคิดหลักสำคัญมาขับเคลื่อน ได้แก่ Learning City, Green City และ Smart City ทำให้ได้รับรองจาก UNESCO ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
โดย รศ.วิชัย กาญจนสุวรรณ รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เล่าให้ฟังว่า แม้หาดใหญ่จะมีประชากรตามทะเบียนราษฎร์ รวมประชากรแฝงกว่า 500,000 คน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งจังหวัดสงขลา แต่มีงบประมาณสำหรับการพัฒนาเพียง 200 กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก
เทศบาลฯ จึงได้ร่วมมือกับ สสส. และศูนย์ศึกษาเมือง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ในการศึกษาข้อมูล 18 ชุมชน โดยให้ชุมชนเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าสนใจ เนื่องจากข้อมูลที่ชุมชนเก็บได้นั้นมีความทันสมัยและเป็นประโยชน์มากกว่าข้อมูลเดิมที่เทศบาลฯ มีอยู่
นอกจากนี้ยังร่วมมือกับนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ในการสำรวจและออกแบบปรับปรุงพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยเริ่มต้นจาก “ลานซีกิมหยง” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมือง
“เราให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยให้ประธานชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา ไม่ใช่เทศบาลฯเพราะชุมชนจะรู้สึกว่าพื้นที่นี้เป็นของพวกเขา พวกเขาจะดูแลและรักษามันอย่างยั่งยืน”
รศ.วิชัย กาญจนสุวรรณ รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่
ขณะเดียวกันยังใช้พลังของโซเชียลมีเดียในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการเผยแพร่ข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น TikTok ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางครั้งสูงถึงหลักแสน หลักล้านคน
เทศบาลนครหาดใหญ่ จึงเชื่อว่า พลังของชุมชนและเทคโนโลยี จะนำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน
ภูเก็ตผลักดันแนวคิด Go Green สร้างสรรค์สุขภาวะประชาชน
ไม่เพียงกรุงเทพฯ และหาดใหญ่ ที่มุ่งมั่นสร้างเมืองสุขภาวะ “ภูเก็ต” เมืองท่องเที่ยวชื่อดัง กำลังเร่งพัฒนาเมือง เพื่อรับมือกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
มนต์ทวี หงส์หยก ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต บอกว่า ปัญหาจราจรติดขัด และขยะล้นเมือง เป็นผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จังหวัดจึงเร่งผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- ส่งเสริมพลังงานสะอาด: ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ: พัฒนาระบบขนส่งครอบคลุมสถานที่สำคัญ ๆ แบบคลัสเตอร์
- สร้างมาตรฐาน Zero Waste และ Green Hotel: ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- จัดงาน FTI Phuket Go Green Go Digital: อัปเดตนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี
แม้การพัฒนาพื้นที่สาธารณะของภูเก็ตจะยังไม่โดดเด่นเท่าเมืองอื่น แต่การแก้ปัญหาเฉพาะตัวเหล่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนในเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ได้อย่างตรงจุด
“คนรุ่นใหม่” ปลุกเมืองสุขภาวะเพื่อคนทุกวัย
ในนยุคที่การพัฒนาเมือง ต้องตอบโจทย์ความหลากหลายของคนทุกกลุ่มอายุ การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ
เมฆ สายะเสวี Director at CROSSs เล่าให้ฟังว่า เขาและทีม ในฐานะคนรุ่นใหม่ เริ่มทำโครงการแรก จากโครงการโรงพยาบาลที่เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา โดยระดมความคิดกับคนในชุมชน จนเกิดเป็นโรงพยาบาลที่มีห้องครัวขนาดใหญ่ เพื่อให้ญาติได้ทำอาหารให้ผู้ป่วยทาน
โครงการที่สองคือ การพัฒนาพื้นที่ 40 ไร่ของเทศบาลชัยภูมิ โดยระดมความคิดของคนในเมือง จนเกิดเป็นแผนแม่บทที่เทศบาลนำไปปฏิบัติจริง และโครงการที่สามคือ การสร้างพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการระดมความคิดเห็นและสร้างการมีส่วนร่วม
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ทำให้เกิดการออกแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง และคนรุ่นใหม่คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน กลุ่ม CROSSs ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดอบรมให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในการพัฒนาเมือง เพื่อสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่สามารถเป็นกระบอกเสียงในการพัฒนาเมือง โดยเน้นการเปิดพื้นที่สาธารณะรูปแบบใหม่อย่าง “บอร์ดเกม” เพื่อรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง เช่น การสร้างพื้นที่ตลาดและพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมสุขภาพ
เมืองสุขภาวะทำได้ไม่ต้องรอ แต่ควรต่อยอดไม่ใช่ลอกต้นแบบ
ข้อมูลจากองค์กรขับเคลื่อนทั้ง หาดใหญ่, กรุงเทพฯ, ภูเก็ต และคนรุ่นใหม่ ต่างพูดถึง การขยายผลแนวคิดเมืองสุขภาวะ, การมีส่วนร่วมของประชาชน, การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคส่วน ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนทรัพยากร เพื่อพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ในมุมมองของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), องค์การปกรองส่วนท้องถิ่น และนักสถาปัตยกรรม ในฐานะองค์กรสนับสนุน ยังอยากเติมประเด็นดังต่อไปนี้
- การใช้กลไกสมัชชาสุขภาพ โดยไม่จำเป็นต้องรอภาครัฐเข้ามาขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว ซึ่งภาคประชาสังคม ภาคประชาชน นักวิชาการ สามารถรวมตัวกันออกแบบ ของบประมาณจาก สช. ได้
- การสร้าง “พลเมืองตื่นรู้” (Active Citizen) ควบคู่ไปกับการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะหากประชาชนยังขาดความเข้าใจ หรือมีความเข้าใจไม่ตรงกัน การตัดสินใจหรือการขอความเห็นในการพัฒนา อาจเป็นไปได้ยาก ที่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
- การพัฒนาเมืองควรเป็นการ “ต่อยอด” จากแนวคิดต้นแบบ ไม่ใช่การทำตาม เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบท หรือความต้องการของประชาชน ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการต่อยอดต้องคำนึงถึงบริบทของแต่ละพื้นที่ และกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่สอดคล้องกัน
ปัจจุบันกรุงเทพฯ หาดใหญ่ และภูเก็ต กรุงเทพฯ ได้พัฒนาพื้นที่สุขภาวะให้เกิดขึ้นบ้างแล้ว จึงอยากชวนทุกคนหันกลับมามอง “บ้าน” ของเราว่าควรจะเป็นอย่างไร ? แล้วขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ผ่านการติดตามนโยบาย เพราะ “พื้นที่สุขภาวะ” ไม่ควรให้เราต้อง “ซื้อ” แต่ต้องสร้างให้เป็นของทุกคน และเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหน
สำหรับเวที “Active Policy Forum ครั้งที่ 35 : ขับเคลื่อนนโยบาย ขยายสู่ท้องถิ่น สร้างสรรค์เมืองสุขภาวะอย่างมีส่วนร่วม” จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2568 ณ ลาน EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE