ตลอดระยะเวลา 2 ปี Policy Watch ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และสื่อสารนโยบายสาธารณะ และเป็นคลังข้อมูล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล และใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามความคืบหน้าของนโยบายสาธารณะต่าง ๆ
ถอดบทเรียน Policy Watch ขยายพรมแดนออกแบบนโยบาย
ในเวทีสนทนาสาธารณะ “Policy Watch X-Ray” งาน Policy Watch Connect 2026 เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 69 Policy Watch ได้ถอดบทเรียนการทำงานตลอด 2 ปี เพื่อยกระดับรูปแบบการนำเสนอและจับตาตรวจสอบนโยบายสาธารณะ ร่วมกับภาคีเครือข่ายมากกว่า 40 องค์กร เพื่อขยายพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามนโยบายสาธารณะมากขึ้น
พร้อมเปิดตัว รายงานนโยบายสาธารณะ (Policy Watch Report) ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญที่รวบรวมข้อมูลนโยบายให้ประชาชนได้นำกลับไปศึกษา เป็นเครื่องมือสื่อสารนโยบายที่จับต้องได้จริงควบคู่ไปกับการเข้าถึงข้อมูลผ่านทางออนไลน์ โดยคัดเลือก 3 ประเด็นสำคัญมาเป็นกรณีศึกษา ได้แก่ การผลักดันร่าง พรบ. ชาติพันธุ์ การจัดการน้ำและภัยพิบัติ และประเด็น “ตายดี” ทั้ง 3 ซึ่งเป็นตัวแทนของประเด็นทางสังคมที่มีความซับซ้อนและต้องการการจัดการเชิงนโยบายที่ละเอียดอ่อน
เพราะการมีนโยบายที่ดีจึงไม่ใช่การรวบรัดสรุปจบไว้ที่ส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการทำให้ความหมายนั้นสามารถปรับเปลี่ยนและถูกตรวจสอบได้ตลอดเวลาตามพลวัตทางสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะภายหลังบรรยากาศการเลือกตั้งที่นโยบายต่าง ๆ ยิ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจทานและแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้น
นำเสนอนโยบายเชิงนโยบาย ขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง
ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ รำลึกถึงความสูญเสียจากอุบัติเหตุเกิดขึ้นซ้ำซากในสังคม จากเหตุสลดที่เพิ่งผ่านมา ทั้งวันที่ 14 ม.ค. 69 เครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟ จนมีผู้เสียชีวิต 32 ราย และบาดเจ็บ 66 ราย และในวันถัดมา วันที่ 15 ม.ค. 69 เครนก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์ ถล่มทับผู้คนบนถนนพระราม 2 จนมีผู้เสียชีวิตทันที 2 ราย
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบายที่ขาดพลังในการปกป้องชีวิตประชาชน การแก้ไขปัญหาของจึงไม่สามารถหยุดอยู่เพียงแค่การรายงานข่าวรายวันหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างผ่านกลไกนโยบายสาธารณะ ที่สามารถคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้คนได้อย่างแท้จริง
Policy Watch พร้อมสร้างระบบนิเวศนโยบายแบบใหม่
ธีรพัฒน์ อังศุชวาล นักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง Policy Watch ว่าเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศนโยบายแบบใหม่” เป็นพื้นที่กลางระหว่าง 3 ภาคส่วนหลัก คือ สื่อมวลชน ฝ่ายวิชาการ และภาคประชาชน ในการติดตาม ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จนนำไปสู่ข้อเสนอร่วมเป็นนโยบาย
ถือว่าเป็นการทลายกำแพงการผูกขาดนโยบาย ที่จากเดิมที่จำกัดไว้กลุ่มคนที่มีอำนาจเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และได้เปลี่ยนสถานะของประชาชนจาก “ผู้รับนโยบาย” ให้กลายเป็น “ผู้สร้างนโยบาย”
เพราะสื่อสาธารณะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่รายงานข่าว แต่เป็นตัวกลางที่นำข้อมูลจากวิชาการและเสียงจากประชาชนไปเขย่าโครงสร้างอำนาจ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนโยบายนโยบาย
ติดตามความคืบหน้าและหาคอขวดนโยบาย
นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ WeFair ได้มีข้อเสนอการติดตามความคืบหน้าของนโยบายหรือกฎหมาย (Tracking System) ให้ซอยย่อยขั้นตอนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ภาคประชาชนเห็นภาพสถานะที่แท้จริงว่านโยบายแต่ละเรื่องติดขัดอยู่ที่จุดใด
เพราะความคืบหน้าที่สำคัญคือการแยกแยะระหว่าง “การรับเรื่อง” กับ “การนำไปปฏิบัติ” ให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ หากภาครัฐรับเรื่องไปพิจารณาแต่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณรองรับ นโยบายนั้นก็จะไม่สามารถก้าวไปสู่ขั้นตอนการดำเนินการจริงได้
การเพิ่มข้อมูลสถานะด้านงบประมาณในระบบติดตามจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายมีความหมายและมีความโปร่งใสต่อผู้ติดตามมากขึ้นเช่น กรณีสิทธิกระบวนการข้ามเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้ในบางนโยบายจะมีการอนุมัติงบประมาณมาแล้ว แต่ก็ยังอาจมีอุปสรรคอื่นที่ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินงานจริงได้
เพราะระบบการติดตามนโยบายที่ดีต้องไม่มองเพียงแค่ว่า “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” เท่านั้น แต่ต้องสามารถระบุจุดคอขวดในเชิงโครงสร้างหรือเชิงปฏิบัติการได้ด้วย เพื่อให้ภาคีเครือข่ายสามารถเข้าไปกระทุ้งหรือผลักดันได้ถูกจุดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ขยายช่องทางสื่อสารให้ผู้พิการเข้าถึงสิทธิพลเมือง
อนุรักษ์ ปฐมลิขิตกาญจน์ คณะกรรมการสมาคมนักขับเคลื่อนทางสังคม ได้เสนอให้ลดช่องว่างทางการรับรู้ในกลุ่มผู้พิการในระดับท้องถิ่น เพราะกลุ่มผู้พิการสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มที่อยู่ในระบบการศึกษาขั้นสูงซึ่งมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้มาก กับกลุ่มผู้พิการในท้องถิ่นที่มักจะถูกตัดขาดจากข้อมูลข่าวสารเชิงนโยบายโดยสิ้นเชิง
การทำให้ผู้พิการท้องถิ่นเข้าถึงข้อมูลพรรคการเมืองหรือกลไกต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อนเรื่องใดอยู่ จะช่วยให้พวกเขาสามารถตัดสินใจและรักษาสิทธิของตนเองได้ดียิ่งขึ้น
เพราะการเข้าถึงข้อมูลนโยบาย คือการเข้าถึงสิทธิพลเมือง หากผู้พิการเข้าไม่ถึงข้อมูลนโยบาย พวกเขาก็จะไม่สามารถตรวจสอบหรือมีส่วนร่วมได้ ดังนั้น Policy Watch ในก้าวต่อไปต้องเริ่มใช้หลักการออกแบบ Universal Design ตั้งแต่ต้นทาง เช่น การใส่ข้อความอธิบายภาพ (Alt Text) หรือการจัดลำดับเนื้อหาในเว็บไซต์ให้เอื้อต่อการอ่านด้วยเครื่องมือช่วย
ร่วมกันสร้างนโยบายจากประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย
อภินันท์ ธรรมเสนา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวถึง Policy Watch ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ติดตาม (Tracking) นโยบายที่พรรคการเมืองหรือรัฐบาลแถลงไว้ ซึ่งเป็นการทำงานในทิศทางจากบนลงล่าง (Top-down) เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่สัญญาไว้ถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญในก้าวต่อไปคือการยกระดับนโยบายจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยการสร้างกลไกหรือเวทีที่เปิดให้ภาคประชาชนและกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีประเด็นทางสังคม ได้ร่วมกันร่างข้อเสนอและผลักดันสร้างนโยบายสาธารณะ
เพื่อให้ความโดดเด่นของ Policy Watch จะไม่ใช่เพียงการเป็นผู้เฝ้าดู แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ทำให้เสียงของประชาชนมีพลังพอที่จะกลายเป็นวาระทางนโยบายได้จริง
หากสามารถทำให้ข้อมูลความต้องการของประชาชนลื่นไหลเข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมายหรือนโยบายในระดับภาครัฐได้ จะถือเป็นการปิดช่องว่างที่สำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนนโยบายในประเทศไทย ช่วยให้ข้อเสนอของประชาชนไม่ถูกวางทิ้งไว้เพียงแค่ในเวทีเสวนา แต่ถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในระดับโครงสร้างที่มีอำนาจการเปลี่ยนแปลงจริง
เช่นเดียวกับ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ได้เสนอให้ขยายบทบาทประชาชนคนตัวเล็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจริงเป็น “นักข่าวพลเมือง” โดยเปิดพื้นที่ให้สามารถรายงานปัญหาหน้างานที่เกิดจากความล้มเหลวของนโยบายได้โดยตรง เช่น การรายงานกรณีเงินอุดหนุนเด็กไม่เข้าบัญชี หรือปัญหาคุณภาพชีวิตที่เกิดจากการจัดการของภาครัฐ
เพราะการรายงานในลักษณะนี้จะเปลี่ยนจากคอนเทนต์ทั่วไปให้กลายเป็นการตรวจสอบนโยบายแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยขยายความสำคัญของนโยบายจากตัวอักษรในแผนงาน สู่การเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในชีวิตประจำวันของประชาชน ทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความผิดพลาดและนำไปสู่การแก้ไขที่ทันท่วงที
นอกจากการจัดกิจกรรมแบบ Onsite ในระดับชุมชนจะช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างและทำให้เสียงของคนในพื้นที่ ดังไปถึงหูของผู้กำหนดนโยบาย และด้วยศักยภาพของ Policy Watch สามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลเชิงนโยบายกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันได้
ก้าวต่อไปของ Policy Watch
ธีรพัฒน์ อังศุชวาล กล่าวว่า หัวใจสำคัญในก้าวต่อไปของ Policy Watch คือการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย เช่น WeVis ซึ่งเป็นภาคีที่มีจุดแข็งที่ตอบโจทย์สังคมในการตรวจสอบการทำงานภาครัฐโดยมีเป้าหมายหลักในอนาคตคือ การประสานพลังเพื่ออุดช่องว่างของการสื่อสารนโยบาย
ดังนั้นความท้าทายคือการทำให้ประชาชนเห็นภาพรวมของระบบนิเวศนี้อย่างชัดเจน หากต้องการข้อมูลนโยบายเชิงลึก ประเด็นตรวจสอบ หรือการมีส่วนร่วม ประชาชนควรจะรู้ได้ทันทีว่าต้องไปที่แพลตฟอร์มใด ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ก้าวต่อไปของ Policy Watch จึงถือได้ว่าเป็นการวางรากฐาน “วัฒนธรรมความรับผิดรับชอบ” (Accountability) ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
แม้ว่าตัวเนื้อหาจะมีความซับซ้อนตามธรรมชาติ แต่จะทำให้สังคมสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย กระตุ้นให้ประชาชนตั้งคำถามและเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้กำหนดนโยบายได้บนฐานของข้อเท็จจริง
และ Policy Watch จะไม่ใช่แค่เว็บไซต์ให้ข้อมูล แต่จะเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ที่ทำให้นโยบายสาธารณะไม่ลอยตัวและไม่ล่องหนอีกต่อไป โดยมุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสในงบประมาณ การเปรียบเทียบข้อเสนอที่ชัดเจน และการเชื่อมโยงเสียงประชาชนสู่รัฐสภา เพื่อคุ้มครองชีวิตและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน
